การฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

No Comments
ภาษา

ขั้นตอนการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

ในยุคนี้ เป็นยุคที่มีการสื่อสาร และเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสที่จะเรียนรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ง่ายดาย แต่ว่าพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็ก จะมีวิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ อย่างไรให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ โดยไม่ยัดเยียดให้เด็ก ๆ ต้องไปเรียนพิเศษตั้งแต่วัยเยาว์  ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ เบื่อและไม่อยากที่จะเรียนรู้ภาษา ซึ่งวันนี้จะพาไปเรียนรู้วิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ จากการเลี้ยงดู ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย  คาสิโนออนไลน์

1.ศัพท์ใกล้ตัวเป็นสิ่งสำคัญ

จะต้องฝึกฝนให้เด็ก ๆ เป็นคนที่เรียนรู้คำศัพท์ใกล้ตัวก่อน เช่น ของใช้ในบ้านต่าง ๆ จะต้องเป็นบอกให้เด็ก ๆ ใช้เป็นภาษาอังกฤษ และมีคำแปล ติดไว้ตามสิ่งขงต่าง ๆ ภายในบ้าน  หากว่าเด็ก ๆ ใช้อย่างเป็นประจำ จะทำให้เด็ก ๆ เริ่มชิน และเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย

2.ตื่นเช้ามาเริ่มต้นคำทักทายด้วยภาษาอังกฤษ

ซึ่งเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ผู้ปกครองครวที่จะสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ที่จะทักทายเป็นภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งเมื่อทำเป็นกิจวัตรประจำวันจะทำให้เด็ก ๆ รู้จักเรียนรู้ที่จะพูดภาษาอย่างไม่เขินอาย และชินกับกับฝึกพูด

3.เกมส์ฝึกภาษา

เด็ก ๆ จะชื่นชอบการเล่นเกมส์กันทุกคน ซึ่งผู้ปกครองจะต้อง ปรับเปลี่ยนจากการเล่นเกมส์แบบธรรมดา มาเป็นเกมส์ที่ช่วยฝึกทักษะภาษาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ สนุกกับไปการเรียนรู้ และรู้จักการใช้ภาษาได้มากขึ้นด้วย จะทำให้เด็กเริ่มชินกับภาษาที่ 2 และ 3 โดยไม่รู้ตัวผ่านจากการเล่นเกมส์

4.ใช้ดนตรีช่วยสอน

การเรียนรู้ภาษานั้น การใช้ดนตรี และเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่น ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆ  เพลิดเพลินและมีความสุขในการร่วมกิจกรรม เพราะว่าเด็ก ๆ อยู่ในช่วงกำลังคิด และกำลังจำ ดังนั้น การฝึกร้องเพลงภาษาต่างประเทศจะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และสนุกโดยไม่น่าเบื่อ หรือกำลังถูกบังคับให้เรียนภาษาอยู่นั่นเอง

5.พาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้นอกบ้าน

การที่เด็ก ๆ จะเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักการช่างสังเกต รู้จักการแยกเยอะ และมีจิตสึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมนั้น เด็ก ๆ จะต้องถูกฝึกให้ออกไปเรีนรู้นอกห้องเรียน และนอกบ้านบ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ เกิดการพัฒนา และสถานที่ต่าง ๆ จะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษบอกไว้ ซึ่งเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ได้ง่าย

การฝึกฝนให้เด็ก ๆ เก่งภาษานั้น ผู้ปกครงจะต้องใส่ใจ และสังเกตดูว่า เด็กแต่ละคนชื่นชอบแบบไหน และสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบ ให้เกิดการพัฒนาต่อไปในอนาคต จะได้กลายเป็นเด็กที่เก่ง และมีความสามารถพร้อมทั้งมีจิตสำนึกที่ดีด้วย…

นิทานกระตุ้นอารมณ์เบิกบานให้ลูกน้อยสดใสและชาญฉลาด

No Comments

นอกจากนิทาน จะสร้างความเบิกบานใจให้กับลูกน้อยของเราแล้ว
ท่านทราบหรือไม่ว่าการเล่านิทานให้เจ้าตัวน้อยฟังยังสามารถช่วยเพิ่มทักษะในการฝึกฝนการแก้ปัญหาให้เขาได้อีกด้วย
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่และคุณครูต่างสามารถช่วยกันเสริมสร้างการแก้ปัญหาของพวกเขาได้ไม่ยาก
เราควรที่จะเลือกนิทานที่มีเนื้อหากำหนดให้มีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือสร้างความยุ่งยากให้แก่ตัวละคร
และเมื่อมาถึงฉากที่ตัวละครไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็ถึงคราวที่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูจะตั้งคำถามให้เจ้าตัวเล็กได้ใช้
ความคิดหาทางช่วยตัวละครแก้ปัญหา โดยอาจจะเป็นเรื่องที่ชายชราคนหนึ่งปลูกมันเอาไว้จนเวลาล่วงเลยไปหลายวัน
ทำให้หัวมันมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเขาไม่สามารถที่จะถอนออกมาจากดินจนได้แต่นั่งเศร้า แล้วให้เด็กๆ
ทั้งหลายได้ช่วยกันคิดหาวิธีที่จะช่วยชายชราถอนหัวมันออกจากดิน
เมื่อได้นิทานเรื่องที่จะเล่าพร้อมแล้วก็ให้เราทำความเข้าใจในตัวละครถึงลีลาอารมณ์ และเรียงลำดับเหตุการณ์
รวมไปถึงฝึกน้ำเสียงหนักเบาตามความหมายของคำและข้อความ
โดยทำเสียงสนทนาตามธรรมชาติอาทิเช่นเสียงผู้หญิงที่นุ่มแหลม, เสียงผู้ชายที่ห้าวใหญ่, เสียงเด็กที่สดใส
และเสียงคนชราที่สั่นเครือในลำคอ รวมไปถึงบทสนทนาที่อาจใช้ภาษาท้องถิ่นหรือใช้คำที่เด็กๆ คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ที่สำคัญอย่าลืมสรุปประเด็นสำคัญของนิทานทุกเรื่องที่เล่า ซึ่งจะทำให้เด็กๆ ได้นำไปคิดทบทวน
และเก็บความรู้จากนิทานเอาไว้ให้เป็นเครื่องเตือนใจ
ทางด้านสถานที่ในการเล่นนิทานก็สำคัญไม่น้อย โดยให้ใช้สถานที่ได้ทั้งในหรือนอกห้อง
แต่ต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ และอากาศถ่ายเทได้สะดวก รวมทั้งยังต้องไม่มีเสียงหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์คอยรบกวน
หลังจากนั้นก็จัดแจงที่นั่งให้เจ้าตัวเล็กอยู่ใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครู
ซึ่งเราอาจอยู่สูงกว่าเจ้าตัวน้อยเพื่อคอยแสดงภาพในหนังสือหรือสื่อประกอบการเล่าในระดับสายตา
แต่หากเด็กๆ มีกันหลายคนก็ให้นั่งล้อมวงกันเข้ามาฟังตรงหน้าคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครู
และก่อนที่จะเล่าต้องทำข้อตกลงกันก่อนว่าจะไม่ลุกขึ้นยืน, วิ่งเล่น, พูดคุย และส่งเสียงดังระหว่างการฟังนิทาน
ซึ่งก็เพื่อให้อยู่ในระเบียบวินัยในการฟังนั่นเอง
นอกจากนี้การที่เรามีสื่อประกอบก็จะช่วยให้การเล่านิทานของเรานั้นมันมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นจนเป็นที่น่าสนใจของเด็กๆ
โดยคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูอาจเลือกใช้สื่อที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม
ซึ่งจะช่วยกระตุ้นจินตนาการตามประสบการณ์ของเจ้าตัวเล็กออกมาให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหุ่น,
หนังสือหรือฉากง่ายๆ ที่ให้เจ้าตัวน้อยคอยช่วยทำไปด้วยก็เพลิดเพลินไม่น้อย
รวมทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจในผลงานของเขาอีกด้วย…

สิ่งที่ต้องคำนึงหากต้องฝากลูกไว้กับพี่เลี้ยง

No Comments

1.เวลา
เวลาและการรับส่งเรื่องของความสะดวก ในการรับส่ง
หรือใกล้ที่ทำงานแล้วแต่ความสะดวกเพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาในการรับส่งนั่นเอง
2.ความสะอาด
ด้านความสะอาดและสุขอนามัย จะรู้ได้ต่อเมื่อคุณแม่ได้ลองเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่เสียก่อนดูสภาพแวดล้อม
การจัดวางข้าวของเครื่องใช้ ความสะอาดของพื้นที่ พูดคุยเพื่อดูอุปนิสัยของพี่เลี้ยง การใส่ใจดูแลต่างๆ
3.ความเหมาะสมกับรายได้
คำนึงถึงความเหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว
เพื่อที่จะได้ไม่อึดอัดต่อสถานะการด้านการเงินจนเกินไป
4.ความมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
บุคลากร เพียงพอกับจำนวนเด็ก สุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคติดต่อ ไม่มีประวัติอาชญากรรม รักเด็ก ใจเย็น
มีความรู้ความชำนาญในการดูแลเด็ก ไม่เปิดทีวีให้เด็กดู
ผ่านการอบรมหลักสูตรการช่วยชีวิตและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
มีโปรแกรมฝึกพัฒนาการที่แน่นอนสำหรับเด็กแต่ละช่วงอายุ
ถ้ามีใบอนุญาตจัดตั้งสถานประกอบการและหลักสูตรที่มีมาตรฐานด้วยก็จะดียิ่งขึ้น
5.กิจกรรมและแผนการเรียน
ควรมีแบบแผนใรการทำกิจกรรมในแต่ละวันเช่น มีการสอนการเรียนรู้เวลาไหน กิจกรรมกับเพื่อนในเวลาไหน
รวมถึงเวลาเข้านอนพักผ่อน ที่ควรมีแบแผนและฝึกให้เด็กมีวินัย
6.ความปลอดภัย
สถานที่นั้นมีทางหนีไฟ ระบบตรวจจับควันไฟ การติดตั้งของเล่นมั่นคงดี   มีที่จอดรถห่างจากที่เล่นของเด็ก
ไม่แออัด การระบายถ่ายเทอากาศดี   หากเป็นห้องแอร์ควรมีเครื่องฟอกอากาศเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกจะได้รับ
โรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจควรมีห้องแยกสำหรับเด็กป่วย
มีของเล่นที่หลากหลายและเหมาะกับเด็กแต่ละวัย   เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการและมีจำนวนเพียงพอ
ทางโรงเรียนควรมีกล้องวงจรปิดเพื่อคอยตรวจสอบและย้อนดูเหตุการณ์ได้ในกรณี
ที่มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแก่ลูก มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี
7.การดูแลปฐมพยาบาล
การดูแลสุขภาพเด็กมีห้องแยกเด็กป่วย  หรือไม่ให้มาเรียนจนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อ
มีการสังเกตอาการเจ็บป่วยของเด็ก จะได้รีบแยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติก่อนที่จะมีการแพร่ระบาด
และรีบโทรศัพท์ตามผู้ปกครองมารับเด็กกลับบ้าน หรือพาไปตรวจที่โรงพยาบาล
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาก่อนพาลูกน้อยไปฝากไว้
8.จำนวนเด็กในความดูแล
หากต้องพิจารณาแล้ว จำนวนเด็กที่เพียงพอต่อบุคลากรนั้นถือเป้นสิ่งสำคัญอย่างมาก
เพราะจะบ่อบอกถึงความทั่วถึงในการดูแลเด็ก และความพร้อมในการเลี้ยงเด็ก ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงส่วนนี้ด้วย…

โอเมก้า-3 สารอาหารจากคุณแม่เพื่อความฉลาดของลูกน้อยในครรภ์

No Comments

คงจะได้ยินชื่อกันมานานแล้ว สำหรับสารอาหารที่ชื่อว่า โอเมก้า-3กรดไขมันโอเมก้า-3
เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เองจะพบได้ในสัตว์ทะเล รวมทั้งในเมล็ดพืชบางชนิด
ในน้ำมันที่ได้จากปลาจะมีโอเมก้า-3 ซึ่งที่เด่นๆ มากมีอยู่สองชนิด คือ อีพีเอกับดีเอชเอ
จากการวิเคราะห์ปริมาณไขมันและกรดไขมันในสัตว์น้ำพบว่าสัตว์น้ำทุกชนิดมีโอเมก้า-3 สูงค่ะ ซึ่งใน หอย กุ้ง ปู ปลาหมึกจะมีโอเมก้า-3
กับคอเลสเตอรอลสูง ฉะนั้นคุณแม่ท้องไม่ควรรับประทานอาหารทะเลมากนักโดยเฉพาะที่ให้คอเลสเตอรอลสูง
อาหารทะเลที่เหมาะที่สุดน่าจะเลือกทานเป็นปลาทะเล เช่น ปลาแมคคาเรล
ปลาซาร์ดีน ปลาค้อด ปลาแอนโชวี่ และปลาทูน่า ซึ่งจะมีสารโอเมก้า-3 สูงมาก
และนอกจากปลาทะเลแล้ว ก็ยังมีปลาทะเลของไทยที่ก็มีโอเมก้า-3 มากด้วยเช่นกัน
อย่าง ปลาทู ปลากะพง ปลาเก๋า ปลาสำลี ปลาอินทรีย์ ปลาโอ
คุณแม่ควรรับประทานปลาอย่างเป็นประจำในระหว่างที่ตั้งครรภ์
จะช่วยในเรื่องความฉลาดและพัฒนาการของลูกน้อยได้ค่ะ โอเมก้า-3
มีส่วนสำคัญในการสร้างระบบประสาทและเรติน่าเซลล์ในระยะสุดท้ายของการตั้ง
ครรภ์ ในคุณแม่ท้องที่ได้รับโอเมก้า-3 เสริมระหว่างที่ตั้งครรภ์จะทำให้ทารกในครรภ์มีความฉลาดและระบบสายตาดี
ทั้งนี้เนื้อเยื่อสมองของทารในครรภ์จะมีไขมันอยู่ประมาณ 60%ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยด้วยดีเอชเอ
ซึ่งความสำคัญของดีเอชเอมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองไม่ว่าจะเป็นในส่วนของความจำ ขั้นตอนการทำงานของสมอง
ความตั้งใจและการคิดในระดับที่สูงขึ้นสำหรับคุณแม่ท้องที่ได้รับดีเอชเออย่างเพียงพอ
จะพบว่าความพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กจะเพิ่มขึ้นในระยะต่างๆ เช่น
การรับรู้ที่ดีขึ้นในช่วง 6 เดือน การแก้ปัญหาของเด็กจะทำได้ดีในช่วง 9-10 เดือนและการคิด การใช้เหตุผลที่ดีในช่วง 18
เดือนเป็นต้นไปเหมือนที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่าทานปลาทำให้ลูกฉลาดเพราะในเนื้อปลามีสารอาหารที่เป็นประโยชน์พัฒนาสมองของลูกที่กำลังเจริญเติบ
โต อาหารการกินที่ดีของแม่ ส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างมากการได้รับโอเมก้า-3 ก็ยังจะช่วยให้ลูกน้อยในครรภ์มีความแข็งแรงสมบูรณ์
มีผลการศึกษามากมายพบว่าในคุณแม่ท้องที่ไม่ได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3หรือได้รับไม่เพียงพอ
สามารถที่จะเกิดภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าคุณแม่ท้องที่ได้รับโอเมก้า-3อย่างเพียงพอถึง 8 เท่า
ซึ่งภาวะความดันโลหิตสูงที่ว่านี้ยังส่งผลกระทบต่อการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้อีกด้วยค่ะ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบมากในคุณแม่ท้องที่ขาดโอเมก้า-3ประโยชน์ยังไม่หมดนะคะ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้
เช่น โรคหัวใจ โรคหอบหืด ข้ออักเสบ รวมทั้งมะเร็งเต้านม เป็นต้น
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์บางคนอาจไม่กล้ารับประทานปลา
เพราะเกรงว่าจะมีปริมาณสารปรอทสูง ซึ่งพบในปลาโอ ฉลาม ปลาดาบ
และปลาไทล์ จะทําให้เกิดอันตรายต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์
แต่งานวิจัยหลายชิ้นก็สนับสนุนว่า ยังมีปลาที่มีโอเมก้า-3
มากมายที่ปลอดภัยและสามารถทานได้ระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงในช่วงให้นมบุตร
หากคุณแม่ไม่มั่นใจว่าได้รับโอเมก้า-3 เพียงพอในช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงให้นมบุตร
สามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาหารเสริมโอเมก้า-3
เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่ได้รับกรดไขมันที่จําเป็นนี้อย่างเพียงพอและสําหรับคุณแม่ที่
ทานมังสวิรัส สามารถทานอาหารเสริมสกัด DHA จากสาเหร่ายได้ค่ะ…

รู้ทันโรคผื่นผิวหนังอักเสบในเด็ก ภัยร้ายในหน้าหนาว

No Comments

ผื่นผิวหนังอักเสบ เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยโดยพบถึงร้อยละ 20 ของเด็กทั่วโลก
แถมยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคอย่างชัดเจนเว้นแต่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเกิดโรค ไล่ตั้งแต่
ผิวหนังของเด็กเล็ก ที่มีความไวต่อสิ่งต่างๆ มากกว่าผู้ใหญ่ไปจนถึงปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมที่อาจมีผลต่อผิวของเด็ก
เช่น สารก่อความระคายเคืองจำพวกขนสัตว์ เส้นใยสังเคราะห์ความร้อน ความหนาว สบู่ หรือแม้กระทั่ง น้ำลาย
ที่เลอะบริเวณใบหน้าของทารกขณะเดียวกัน พันธุกรรม ก็เป็นหนึ่งในปัจจัย
ซึ่งจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็กมีโอกาสเป็นผื่นผิวหนังอัก
เสบมากขึ้น หากมีพี่น้องหรือพ่อแม่ที่เป็นโรคนี้ เช่นเดียวกับการแพ้
ซึ่งรวมถึงการแพ้อาหาร หรือ แพ้สารก่อภูมิแพ้จากภายนอก เช่นสัตว์เลี้ยง ไรฝุ่น และ เกสรดอกไม้
ซึ่งปกติแล้ว ผื่นผิวหนังอักเสบ จะมีอาการผื่นแดง คัน ทำให้ผิวแห้งเป็นสะเก็ด และอาจทำให้ผิวแตก
โดยในเด็กทารกผื่นผิวหนังอักเสบมักเริ่มเกิดบริเวณหน้าผาก แก้ม
คาง หรือ ต้นขา เกิดได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 2-3 เดือนแรกหลังคลอด ส่วนวิธีการรักษา ผื่นผิวหนังอักเสบในเด็ก
มีคำแนะนำหลายข้อที่ใช้สำหรับผู้ใหญ่สามารถนำมาใช้กับเด็กทารกและเด็กวัยหัดเดินได้
แต่ผิวของเด็กจะมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษเราจึงแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับคำแนะนำที่ดีที่สุด
หรืออาจรักษาเบื้องต้นด้วยการอาบน้ำทุกวันด้วยน้ำอุ่นจะช่วยทำความสะอาดผิวของทารก
และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อการทำให้ผิวชุ่มชื้นทันทีหลังอาบน้ำ
โดยใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและรักษาความชุ่มชื้นไปตลอดทั้งวัน
เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอาการคันได้นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงการแกะเกาเป็นเรื่องที่สำคัญ
เพราะการเกาทำให้ผื่นผิวหนังอักเสบแย่ลงเนื่องจากเป็นการทำลายผิวหนังชั้นบน และอาจทำให้ติดเชื้อ
โดยเฉพาะในเวลากลางคืนการใส่ถุงมือป้องกันการเกาให้กับลูกของคุณ
จะช่วยให้เด็กหลับได้นานขึ้นแต่สุดท้ายแล้วการหาปัจจัยที่กระตุ้นผื่นผิวหนังอักเสบของลูก
จะช่วยให้คุณรับมือได้ง่ายขึ้นบางครั้งคุณอาจไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรที่เป็นเหตุให้อาการกำเริบ
แต่เป็นเรื่องที่ดีที่จะสังเกตว่าอะไรที่ก่อความระคายเคืองให้ลูกน้อย ไล่ตั้งแต่ อากาศร้อนเกินไป หรือ ผลิตภัณฑ์บางชนิด
แม้การแพ้อาหารก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งแต่ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการทดสอบการแพ้
ก่อนที่จะตัดอาหารชนิดใดๆ ออกไป หากอาการแย่มากแพทย์ก็อาจให้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือยาฆ่าเชื้อ
เพื่อบรรเทาอาการ และป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อ…

5 วิธีการดูแลทารกแรกเกิด

No Comments

แน่นอนว่า เด็กวัยทารก แรกเกิดนั้น เป็นวัยที่ครอบครัว หรือคุณพ่อและแม่
ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษมากที่สุด พฤติกรรมหลักๆของเด็กวัยทารก
คงหนีไม่พ้น การนอหลับพักผ่อนและตื่นมาเพื่อกินแม่
อะไรคือสิ่งที่เราควรดูแลเป็นพิเศษมากที่สุด นี่คือ 5 ประการ ที่ต้องรู้ไว้
เริ่มจากการให้นมลูก แน่นอนว่าเด็กทารก
แทบจะทุกคนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนค่อนข้างมาก
จากนั้นพอตื่นขึ้นมาก็จะร้องกินนม ต่อด้วย นอนพักผ่อนต่อ เมื่อกินอิ่ม
สลับกันไปวนมาแบบนี้ทุกๆวัน โดยสำหรับคุณแม่นั้น ในระยะเด็กทารก 1 เดือน
ควรให้ปลุกให้ลูกน้อยตื่นขึ้นมาดูดนมทุกๆ 2-4 ชั่วโมง
ต่อมาเป็นการ อาบน้ำทารก สำคัญที่สุด เราควรใช้น้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม
ไม่เย็นจนหนาว หรือ ไม่ร้อนจนเกินไป ให้พออุ่นๆ
อีกอย่างควรใช้เวลาอาบไม่เกิน 5-7 นาที อาบวันละประมาณ 2 ครั้ง
รวมถึงไม่ควรอาบน้ำตอนกลางคืน หรือไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังให้นมด้วย
อย่างที่ 3 เป็นการขับถ่ายของทารก
โดยเด็กวัยนี้นั้นจะมีการขับถ่ายบ่อยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหลังการกินนมแม่
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คุณแม่หรือคนในครอบครัว ต้องรู้จักสังเกต
โดยทั่วไปแล้วถ้าทารกมีอาการงอแง อาจเป็นสัญญาณ
ไม่สบายตัวเพราะอึหรือฉี่มา ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เร็วที่สุด
และทำความสะอาดให้เรียบร้อย
ต่อด้วย การดูแลสะดือทารก โดยปกติทารกสะดือจะหลุดประมาณ 1-2 อาทิตย์
แต่ในกรณีที่เด็กยังสะดือไม่หลุด
ควรใช้สำลีชุบน้ำเปล่าหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดเบา ๆ
รอบโคนสะดือจากด้านในออกด้านนอก วันละประมาณ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย
หลังจากสายสะดือหลุดแล้วดูแลทำความสะดือลูกต่อด้วยการเช็ดและทำให้แห้ง
ทุกครั้ง ที่สำคัญ ไม่ควรใช้แป้ง
หรือยาโรยสะดือทุกชนิดเพราะจะทำให้สะดือดูเหมือนแห้งแต่ระหว่างรอยต่อ
อาจจะยังแฉะอยู่ และอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้
ปิดท้ายกันที่ การทำความสะอาดเสื้อผ้าทารก
เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากที่สุด ยกตัวอย่าง
การแยกผ้าที่สกปรกมากออกแยกเสื้อผ้าของลูกที่เลอะอุจจาระหรือปัสสาวะ
ออกและทำความสะอาดก่อนนำไปซักรวมกับเสื้อผ้าตัวอื่นๆ…

ไม่ยากอย่างที่คิด!5วิธีเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูก

No Comments

การเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูก ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพราะแค่ลองทำด้วย 9 วิธีนี้ดู
คุณก็จะเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ดีสำหรับเขาแล้วล่ะ
เป็นธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกกลัว ว่าเมื่อลูกเกิดมาแล้วจะเลี้ยงเขาไม่ได้ดี
หรืออาจจะกลัวว่าเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีพอสำหรับเขา แต่รู้ไว้เถอะว่าการเป็นพ่อเป็นแม่ที่ของลูกไม่ได้ยากเลย
แค่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้าใจลูก ใกล้ชิดลูก และหาวิธีต่าง ๆ มาใช้กับลูกให้เหมาะสมเหมือน 9 วิธีนี้
แค่นี้คุณก็จะได้เป็นพ่อแม่ที่ดีของลูกได้สมใจแล้ว
ชมลูกให้มากขึ้น
วิธีที่จะทำให้ชมลูกน้อยได้มากขึ้น ให้ลองเอากำไลมาคล้องที่แขนเขาเอาไว้ 3 ห่วงในตอนเช้า
และระหว่างวันหากชมลูก 1 ครั้ง ให้ดึงกำไลออกทีละห่วงจนกว่าจะหมด
ซึ่งก็หมายความว่าแต่ละวันคุณจะได้ชมลูกถึง 3 ครั้งเลยแหละ
เอาใจใส่ลูกให้มากขึ้น
จริงอยู่ที่พ่อแม่สมัยนี้ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกมากนัก แต่ถ้าคุณเอาเวลาที่เหลือจากการทำงาน มาเล่นกับลูกบ้างสัก 20-30
นาทีแทนที่จะก้มหน้าอยู่กับโซเชียลมีเดีย แค่นี้ลูกของคุณก็จะรู้สึกได้แล้วล่ะว่าคุณเอาใจใส่เขา
กอดลูกให้นานขึ้น
การมอบความรักความอบอุ่นให้กับลูกทำได้ไม่ยาก แค่กอดเขาให้นานกว่าเดิมอย่างน้อย 6 วินาที
ก็จะทำให้สารอ๊อกซิโตซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความผูกพัน และสารซีโรโทนิน (Serotonin)
ที่ทำให้รู้สึกดีและผ่อนคลายหลั่งออกมา
ฝึกให้สงบแทนการตี
หากเมื่อไรที่ลูกดื้อ แทนที่คุณจะหยิบไม้มาตีให้เขาเจ็บ ก็ให้ลองใช้วิธีเขย่าน้ำกากเพชรดีกว่า โดยให้นำน้ำ กาว
และกากเพชรมาผสมไว้ในขวด หากเมื่อไรที่ลูกดื้อก็ให้เขย่าขวดวางไว้ แล้วให้เขาดูไปเรื่อย ๆ
จนกว่ากากเพชรจะหล่นลงมาที่ก้นขวด จะทำให้เขานิ่งสงบมากขึ้น
พ่อแม่ไม่ควรเถียงกันเรื่องลูก
ก็รู้ว่าคุณพ่อและคุณแม่จะต้องมีความคิดเห็นและแนวทางการเลี้ยงลูกที่ไม่เหมือนกันบ้าง
แต่หากเอาแต่เถียงกันว่าจะดูแลและแก้ปัญหาเกี่ยวกับลูกยังไง นั่นยิ่งจะทำให้ลูกรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่
ดีไม่ดีเขาจะเอาความรุนแรงแบบนี้แหละไปใช้…

Categories: Uncategorized

เจาะลึกพัฒนาการของเด็กชายวัย 13+

No Comments

เด็กชายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในวัยนี้ อวัยวะเพศเติบโตขึ้นมาก เริ่มมีขนขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
หน้าแข้ง หน้าอก ใบหน้ามีหนวดเคราขึ้นมาบ้างแล้ว รักแร้ และอวัยวะเพศ เสียงเริ่มแตกหนุ่ม
ก่อนที่เสียงจะแตกหนุ่มสัก 1 ปี กล่องเสียจะใหญ่ขึ้น มี ลูกกระเดือก หรือที่ฝรั่งเรียกว่า แอปเปิ้ลของอาดัม
จะเติบโตขึ้นจนมองเห็นได้
ที่เห็นเด่นชัดที่สุดของวัยนี้คือ ความสูงที่จะพุ่งพรวดขึ้นราวหน่อไม้หน้าฝน แต่ช่วงต้นของวัยนี้ยังไม่ถึงความสูงสุด
ลูกยังจะสูงได้อีกพักใหญ่ เด็กผู้ชายทั่วไปจะเริ่มมาสนใจ ความสูงของตัวเองมากกว่าเด็กผู้หญิงในช่วงวัยนี้
หลังจากอัดอั้นมานานที่ต้องชะเง้อคอมอง เพื่อนร่วมห้องสาวน้อยหรือถูกล้อจากพวกผู้หญิงว่า ไงเกิ๊ก…อากาศข้างล่างสบายดีมั้ย…
ปลายปีของอายุสิบสาม เด็กชายประมาณครึ่งหนึ่งจะถึงจุดสูงสุดของความสูงตัวเองแล้ว
ซึ่งหลังจากนั้นก็จะสูงขึ้นในอัตราที่ช้าลง แต่คนที่ยังไปไม่ถึงจุดสูงสุด ปีหน้าก็จะพุ่งพรวดๆ ต่อไป
ถ้าร่างกายของเจ้าหนุ่มน้อยของคุณยังไม่มีวี่แววว่าจะเติบโต ยังเหมือนเมื่อปีก่อนๆ ควรปรึกษาแพทย์ได้แล้ว
วัยสิบสามรู้สึกว่าเขาเป็นหนุ่มแล้ว หน้าอกแฟบๆ แขนขาลีบๆ จากปีก่อน เริ่มมีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแม้จะยังไม่เห็นเด่นชัดมากนัก
หนุ่มสิบสามอาจเริ่มมีการแข็งตัวของอวัยวะเพศขึ้นได้ หากไม่ใช่เพราะมีอารมณ์เพศ หรือถูกกระตุ้นทางเพศ
แต่บางทีเป็นความตื่นเต้นจากเรื่องอื่นๆ ดูหนังแอ๊กชั่นธรรมดาๆ หรือนั่งอยู่เฉยๆ จู่ๆ มันก็อาจเด้งดึ๋ง
แข็งตัวขึ้นมาได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ดึงชายเสื้อลงมาปิดแทบไม่ทัน
ไม่ต้องตกใจ สาเหตุเพราะกลไกทั้งหลายมันยังใหม่ การทำงานยังไม่เข้าที่ ไม่เข้าร่องเข้ารอยนั่นเอง
หลังจากที่อวัยวะเพศยาวขึ้นได้สัก 1 ปี เด็กชายบางส่วนอาจจะมีการหลั่งโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตอนนอนหลับ
หรือที่เรียกว่า ฝันเปียก พ่อแม่อย่าเอาเป็นเรื่องเป็นราว บางทีอาจจะทำไม่รู้ไม่ชี้
เตือนให้เอาผ้าปูที่นอนไปซักเสีย…ก็เท่านั้นเอง อย่าไปล้อเลียน หรือดุว่าด่าทอจนคนรู้กันไปทั้งบ้าน… เขาไม่พอใจแน่
เพราะมันเป็นความลับน่าอายของเขา…? การหลั่งครั้งแรกนี้ จะไม่มีสเปิร์มอันเป็นเชื้อของเพศชาย
แต่วัยนี้แล้ว ส่วนใหญ่เขามีความรู้เรื่องเพศมาพอสมควรก็จากการคุยกับเพื่อนนั่นแหละ รู้ผิดรู้ถูก…รู้ก็แล้วกัน
กลิ่นตัววัยนี้เริ่มจะมาแล้วเช่นกัน ลูกชายถึงวัยที่ต้องเรียนรู้เรื่อง โรลออน เสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำจากนักวิชาการว่า พ่อแม่ควรเป็นผู้แนะนำให้ความรู้เรื่องเหล่านี้ให้ลูก
ไม่ใช่เรื่องที่น่าเขินอายแต่อย่างใด ยังมีงานวิจัยจากตะวันตกหลายชิ้นที่ชี้ว่าเด็กๆ ต้องการให้พ่อแม่
เป็นผู้สอนเรื่องเพศศึกษาแก่พวกเขา เพราะมันน่าสะดวกใจกว่า โดยเฉพาะพ่อควรชวนลูกผู้ชาย วัยสิบสามคุยกันได้
แต่ถ้าจำเป็น แม่เป็นฝ่ายพูดคุยก็ไม่เสียหายแต่ประการใด
เด็กผู้ชายก็เช่นเดียวกับเด็กผู้หญิงวัยรุ่น ที่ควรจะเรียนรู้จักเกี่ยวกับศรีระของตัวเอง พร้อมทั้งกลไกการทำงานต่างๆ
ของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากในทางสรีระแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรจะเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้ในเรื่องคุณค่า
คุณธรรมระหว่างเพศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
เมื่อลูกเรียนรู้และเข้าใจข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ และทางสังคม ก็คาดได้ว่าเขาจะมีท่าทีทางเพศที่สร้างสรรค์อย่างแน่นอน…

แนะนำคุณแม่วัยทีนอยากแข็งแรงหุ่นซูเปอร์โมเดล

No Comments

ทั้งปกติแล้ว การเจริญเติบโตของร่างก่ายในแง่ความสูงจะหยุดลงเมื่ออายุ 18-20(แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคน) จึงน่าลุ้นสำหรับคนที่คิดว่า ตัวเองยังอยากสูงอีก
โดยทั้งหมดนี้คือ กิจกรรม 10 ประเภทที่จะช่วยได้ด้วยการความเพิ่มยืดหยุ่นให้กับร่างกาย
ซึ่งมีทั้งการเคลื่อนไหวขึ้น/ลงและเสริมความแข็งแรงได้ด้วย
1.โหนราวเหล็กหรือบาร์
หนึ่งในการออกกำลังกาย ซึ่งได้รับการยอมรับว่า ทำได้ไม่ยากและเห็นผลที่สุด
สำหรับการเพิ่มความสูง โดยการยืดกระดูกสันหลังที่บริเวณกระดูกอ่อน
2.บาสเก็ตบอล/กระโดดเชือก
กิจกรรมเหล่านี้ เหมาะกับคนอยากสูง เพราะเกี่ยวข้องกับการกระโดด
โดยจะช่วยเพิ่มเลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระดูกชิ้นยาวและเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อได้
3.การยืดร่างกายด้วยท่างู
นอนคว่ำให้เข่าติดพื้น จากนั้นดันร่างกายส่วนบนขึ้นด้วยแขน
โดยยืดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาประมาณ 15-20 วินาที
โดยช่วยเพิ่มความสูงได้
4.การยืนแล้วโค้งตัวเตะพื้น
ทำได้ไม่ยาก ด้วยการยืนตัวตรงก่อน จากนั้นก็โค้งตัวลงไปให้มือแตะพื้น
โดยในระหว่างทำท่านี้ ต้องพยายามทำตัวให้ตรงเข้าไว้ และไม่งอ/พับเข่าด้วย
5.นอนหงายเพื่อยืดตัวสองทาง
นอนหงายกับพื้น ยกมือขึ้นเหนือหัว จากนั้นยืดแขนและขาพร้อมกัน ค้างไว้ 20
วินาที เพื่อเป็นการขยายร่างกาย โดยให้ฝึกทำ 2 – 3 เซ็ตต่อครั้ง
6.การยืนแล้วเหยียดตัวตรง
นี่เป็นลักษณะการยืนด้วยนิ้วเท้า โดยเขย่งตัวพร้อมชูแขนทั้งสองข้างให้สูงที่สุด
เพื่อยกร่างกายขึ้นไป ซึ่งจะช่วยยืดกระดูกสันหลัง
แถมเพิ่มระบบการหมุนเวียนเลือดไปยังส่วนล่างของร่างกาย
สำหรับท่านี้นั้นให้ทำค้างไว้ประมาณ 30 วินาทีต่อ 1 ยก
7.ยืดกระดูกขาด้วยท่าเตะ
ทำเพื่อเพิ่มความยาวส่วนล่างของร่างกาย
โดยแค่ยืนตัวตรงแล้วทำท่าเตะด้วยความกระชับกระเฉงจะสามารถช่วยเรื่องการยืดกระดูกอ่อนได้…

ต้องใส่ใจ!วิธีการดูแลทารกแรกเกิด

No Comments

แน่นอนว่า เด็กวัยทารก แรกเกิดนั้น เป็นวัยที่ครอบครัว หรือคุณพ่อและแม่
ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษมากที่สุด พฤติกรรมหลักๆของเด็กวัยทารก
คงหนีไม่พ้น การนอหลับพักผ่อนและตื่นมาเพื่อกินแม่
อะไรคือสิ่งที่เราควรดูแลเป็นพิเศษมากที่สุด นี่คือ 5 ประการ ที่ต้องรู้ไว้
เริ่มจากการให้นมลูก แน่นอนว่าเด็กทารก
แทบจะทุกคนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนค่อนข้างมาก
จากนั้นพอตื่นขึ้นมาก็จะร้องกินนม ต่อด้วย นอนพักผ่อนต่อ เมื่อกินอิ่ม
สลับกันไปวนมาแบบนี้ทุกๆวัน โดยสำหรับคุณแม่นั้น ในระยะเด็กทารก 1 เดือน
ควรให้ปลุกให้ลูกน้อยตื่นขึ้นมาดูดนมทุกๆ 2-4 ชั่วโมง
ต่อมาเป็นการ อาบน้ำทารก สำคัญที่สุด เราควรใช้น้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม
ไม่เย็นจนหนาว หรือ ไม่ร้อนจนเกินไป ให้พออุ่นๆ
อีกอย่างควรใช้เวลาอาบไม่เกิน 5-7 นาที อาบวันละประมาณ 2 ครั้ง
รวมถึงไม่ควรอาบน้ำตอนกลางคืน หรือไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังให้นมด้วย
อย่างที่ 3 เป็นการขับถ่ายของทารก
โดยเด็กวัยนี้นั้นจะมีการขับถ่ายบ่อยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหลังการกินนมแม่
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คุณแม่หรือคนในครอบครัว ต้องรู้จักสังเกต
โดยทั่วไปแล้วถ้าทารกมีอาการงอแง อาจเป็นสัญญาณ
ไม่สบายตัวเพราะอึหรือฉี่มา ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เร็วที่สุด
และทำความสะอาดให้เรียบร้อย
ต่อด้วย การดูแลสะดือทารก โดยปกติทารกสะดือจะหลุดประมาณ 1-2 อาทิตย์
แต่ในกรณีที่เด็กยังสะดือไม่หลุด
ควรใช้สำลีชุบน้ำเปล่าหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดเบา ๆ
รอบโคนสะดือจากด้านในออกด้านนอก วันละประมาณ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย
หลังจากสายสะดือหลุดแล้วดูแลทำความสะดือลูกต่อด้วยการเช็ดและทำให้แห้ง
ทุกครั้ง ที่สำคัญ ไม่ควรใช้แป้ง
หรือยาโรยสะดือทุกชนิดเพราะจะทำให้สะดือดูเหมือนแห้งแต่ระหว่างรอยต่ออ
าจจะยังแฉะอยู่ และอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้

ปิดท้ายกันที่ การทำความสะอาดเสื้อผ้าทารก
เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากที่สุด ยกตัวอย่าง
การแยกผ้าที่สกปรกมากออกแยกเสื้อผ้าของลูกที่เลอะอุจจาระหรือปัสสาวะออ
กและทำความสะอาดก่อนนำไปซักรวมกับเสื้อผ้าตัวอื่นๆ…

Categories: Uncategorized

ฉี่หนู ไม่หมูอย่างที่คิด

No Comments

ฉี่หนู ได้ยินคำนี้บรรดาพ่อแม่อาจคิดว่าตัวเราที่อยู่ในเมืองคงไม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคชนิดนี้
เช่นเดียวกับลูกน้อยและครอบครัวเพราะหนูคงไม่เพ่นพ่านมาฉี่ใส่ขา
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วภัยร้ายชนิดนี้อยู่ใกล้เรามากๆนั่นก็เพราะ ฉี่หนู
เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์ เช่น สุนัข
แมว หมู วัว ควาย ม้า แพะ แกะ และที่พบมากที่สุดคือ หนู
ซึ่งจะติดต่อจากสัตว์สู่คน นั่นหมายความว่าไม่แค่ ฉี่ของหนู
แต่ฉี่ของสัตว์ของต้นล้วนแล้วแต่ทำให้เป็น ฉี่หนู ทั้งสิ้น
โดยพวกสัตว์ดังกล่าวจะขับถ่ายเชื้อโรคออกมาทางปัสสาวะ
เชื้อโรคจะอาศัยได้ในดินที่ชื้นแฉะและมีน้ำขัง
เข้าสู่ผิวหนังของคน เช่น ซอกนิ้วมือ เท้า และบาดแผล
การกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน
การหายใจเอาไอละอองที่ปนเปื้อนเข้าไป หรือเข้าทางเยื่อบุต่างๆเช่น ตา และ ปาก
ซึ่งคนที่ได้รับเชื้อไข้ฉี่หนู จะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อ2-3 วัน
ถ้าไม่รักษาอย่างถูกต้องอาจมีโรคแทรกซ้อน คือ ตัวเหลืองตาเหลือง ไตวาย หรืออาการทางสมองและระบบประสาท
ส่งผลกระทบถึงตายได้ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

1.ไข้ฉี่หนู ระยะมีเชื้อในเลือด มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ
มีไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และปวดกล้ามเนื้อ
โดยเฉพาะน่อง หลัง และหน้าท้อง ปวดศีรษะมาก
โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าหรือหลังเบ้าตา เจ็บคอ ไอ เจ็บหน้าอก
ผื่น สับสน ไอเป็นเลือด เยื่อบุตาแดง ต่อมน้ำเหลืองโต คอแดง
กดเจ็บกล้ามเนื้อ

2.ไข้ฉี่หนู ระยะมีเชื้อในปัสสาวะ
เยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไร้เชื้อ ส่วนใหญ่พบในเด็ก
ซึ่งอาจหายได้เองภายในเวลาไม่กี่วันหรืออาจคงอยู่นานเป็นสัปดาห์
สำหรับภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ม่านตาอักเสบ จอตาอักเสบ
มักเกิดตามหลังอาการเริ่มแรกของโรคนานหลายเดือนและคงอยู่ได้นานเป็นปี

3.ไข้ฉี่หนู ระยะรุนแรง มีอัตราการตายอยู่ที่ประมาณ 5-15%
มีอาการดีซ่าน ผิวเหลืองเป็นสีเหลืองจนแทบจะเป็นสีส้ม
มีอาการตับโตร่วมกับกดเจ็บ ม้ามโต ตับวาย ไตวายเฉียบพลัน ไอ
มีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย ระบบหายใจล้มเหลว
มีเลือดกำเดา มีจ้ำเลือดตามผิวหนัง ตับอ่อนอักเสบรุนแรง ฯลฯ

ดังนั้น หากไม่ต้องการให้ลูกน้อย รวมถึงตัวคุณพ่อคุณแม่
มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉี่หนู ก็จำเป็นต้องไม่เดินย่ำ
หรือในที่ที่มีน้ำท่วมขัง ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ใส่รองเท้าบูทยาง
ถุงมือยาง เป็นต้น รวมถึงฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันโรคและไม่สัมผัสสัตว์ที่อาจเป็นพาหะ
นอกจากนี้ควรกำจัดหนูและปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ
เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของหนู และเมื่อสัมผัสโดนสิ่งสกปรก
รีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายโดยเร็ว เพื่อป้องกันโรคฉี่หนู
ไม่ให้มาเกาะแกะบตัวคุณและลูกน้อย…