การฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

No Comments
ภาษา

ขั้นตอนการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

ในยุคนี้ เป็นยุคที่มีการสื่อสาร และเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสที่จะเรียนรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ง่ายดาย แต่ว่าพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็ก จะมีวิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ อย่างไรให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ โดยไม่ยัดเยียดให้เด็ก ๆ ต้องไปเรียนพิเศษตั้งแต่วัยเยาว์  ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ เบื่อและไม่อยากที่จะเรียนรู้ภาษา ซึ่งวันนี้จะพาไปเรียนรู้วิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ จากการเลี้ยงดู ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย  คาสิโนออนไลน์

1.ศัพท์ใกล้ตัวเป็นสิ่งสำคัญ

จะต้องฝึกฝนให้เด็ก ๆ เป็นคนที่เรียนรู้คำศัพท์ใกล้ตัวก่อน เช่น ของใช้ในบ้านต่าง ๆ จะต้องเป็นบอกให้เด็ก ๆ ใช้เป็นภาษาอังกฤษ และมีคำแปล ติดไว้ตามสิ่งขงต่าง ๆ ภายในบ้าน  หากว่าเด็ก ๆ ใช้อย่างเป็นประจำ จะทำให้เด็ก ๆ เริ่มชิน และเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย

2.ตื่นเช้ามาเริ่มต้นคำทักทายด้วยภาษาอังกฤษ

ซึ่งเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ผู้ปกครองครวที่จะสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ที่จะทักทายเป็นภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งเมื่อทำเป็นกิจวัตรประจำวันจะทำให้เด็ก ๆ รู้จักเรียนรู้ที่จะพูดภาษาอย่างไม่เขินอาย และชินกับกับฝึกพูด

3.เกมส์ฝึกภาษา

เด็ก ๆ จะชื่นชอบการเล่นเกมส์กันทุกคน ซึ่งผู้ปกครองจะต้อง ปรับเปลี่ยนจากการเล่นเกมส์แบบธรรมดา มาเป็นเกมส์ที่ช่วยฝึกทักษะภาษาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ สนุกกับไปการเรียนรู้ และรู้จักการใช้ภาษาได้มากขึ้นด้วย จะทำให้เด็กเริ่มชินกับภาษาที่ 2 และ 3 โดยไม่รู้ตัวผ่านจากการเล่นเกมส์

4.ใช้ดนตรีช่วยสอน

การเรียนรู้ภาษานั้น การใช้ดนตรี และเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่น ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆ  เพลิดเพลินและมีความสุขในการร่วมกิจกรรม เพราะว่าเด็ก ๆ อยู่ในช่วงกำลังคิด และกำลังจำ ดังนั้น การฝึกร้องเพลงภาษาต่างประเทศจะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และสนุกโดยไม่น่าเบื่อ หรือกำลังถูกบังคับให้เรียนภาษาอยู่นั่นเอง

5.พาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้นอกบ้าน

การที่เด็ก ๆ จะเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักการช่างสังเกต รู้จักการแยกเยอะ และมีจิตสึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมนั้น เด็ก ๆ จะต้องถูกฝึกให้ออกไปเรีนรู้นอกห้องเรียน และนอกบ้านบ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ เกิดการพัฒนา และสถานที่ต่าง ๆ จะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษบอกไว้ ซึ่งเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ได้ง่าย

การฝึกฝนให้เด็ก ๆ เก่งภาษานั้น ผู้ปกครงจะต้องใส่ใจ และสังเกตดูว่า เด็กแต่ละคนชื่นชอบแบบไหน และสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบ ให้เกิดการพัฒนาต่อไปในอนาคต จะได้กลายเป็นเด็กที่เก่ง และมีความสามารถพร้อมทั้งมีจิตสำนึกที่ดีด้วย…

ต้องใส่ใจ!วิธีการดูแลทารกแรกเกิด

No Comments

แน่นอนว่า เด็กวัยทารก แรกเกิดนั้น เป็นวัยที่ครอบครัว หรือคุณพ่อและแม่
ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษมากที่สุด พฤติกรรมหลักๆของเด็กวัยทารก
คงหนีไม่พ้น การนอหลับพักผ่อนและตื่นมาเพื่อกินแม่
อะไรคือสิ่งที่เราควรดูแลเป็นพิเศษมากที่สุด นี่คือ 5 ประการ ที่ต้องรู้ไว้
เริ่มจากการให้นมลูก แน่นอนว่าเด็กทารก
แทบจะทุกคนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนค่อนข้างมาก
จากนั้นพอตื่นขึ้นมาก็จะร้องกินนม ต่อด้วย นอนพักผ่อนต่อ เมื่อกินอิ่ม
สลับกันไปวนมาแบบนี้ทุกๆวัน โดยสำหรับคุณแม่นั้น ในระยะเด็กทารก 1 เดือน
ควรให้ปลุกให้ลูกน้อยตื่นขึ้นมาดูดนมทุกๆ 2-4 ชั่วโมง
ต่อมาเป็นการ อาบน้ำทารก สำคัญที่สุด เราควรใช้น้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม
ไม่เย็นจนหนาว หรือ ไม่ร้อนจนเกินไป ให้พออุ่นๆ
อีกอย่างควรใช้เวลาอาบไม่เกิน 5-7 นาที อาบวันละประมาณ 2 ครั้ง
รวมถึงไม่ควรอาบน้ำตอนกลางคืน หรือไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังให้นมด้วย
อย่างที่ 3 เป็นการขับถ่ายของทารก
โดยเด็กวัยนี้นั้นจะมีการขับถ่ายบ่อยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหลังการกินนมแม่
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คุณแม่หรือคนในครอบครัว ต้องรู้จักสังเกต
โดยทั่วไปแล้วถ้าทารกมีอาการงอแง อาจเป็นสัญญาณ
ไม่สบายตัวเพราะอึหรือฉี่มา ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เร็วที่สุด
และทำความสะอาดให้เรียบร้อย
ต่อด้วย การดูแลสะดือทารก โดยปกติทารกสะดือจะหลุดประมาณ 1-2 อาทิตย์
แต่ในกรณีที่เด็กยังสะดือไม่หลุด
ควรใช้สำลีชุบน้ำเปล่าหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดเบา ๆ
รอบโคนสะดือจากด้านในออกด้านนอก วันละประมาณ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย
หลังจากสายสะดือหลุดแล้วดูแลทำความสะดือลูกต่อด้วยการเช็ดและทำให้แห้ง
ทุกครั้ง ที่สำคัญ ไม่ควรใช้แป้ง
หรือยาโรยสะดือทุกชนิดเพราะจะทำให้สะดือดูเหมือนแห้งแต่ระหว่างรอยต่ออ
าจจะยังแฉะอยู่ และอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้

ปิดท้ายกันที่ การทำความสะอาดเสื้อผ้าทารก
เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากที่สุด ยกตัวอย่าง
การแยกผ้าที่สกปรกมากออกแยกเสื้อผ้าของลูกที่เลอะอุจจาระหรือปัสสาวะออ
กและทำความสะอาดก่อนนำไปซักรวมกับเสื้อผ้าตัวอื่นๆ…

Categories: Uncategorized

ฉี่หนู ไม่หมูอย่างที่คิด

No Comments

ฉี่หนู ได้ยินคำนี้บรรดาพ่อแม่อาจคิดว่าตัวเราที่อยู่ในเมืองคงไม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคชนิดนี้
เช่นเดียวกับลูกน้อยและครอบครัวเพราะหนูคงไม่เพ่นพ่านมาฉี่ใส่ขา
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วภัยร้ายชนิดนี้อยู่ใกล้เรามากๆนั่นก็เพราะ ฉี่หนู
เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์ เช่น สุนัข
แมว หมู วัว ควาย ม้า แพะ แกะ และที่พบมากที่สุดคือ หนู
ซึ่งจะติดต่อจากสัตว์สู่คน นั่นหมายความว่าไม่แค่ ฉี่ของหนู
แต่ฉี่ของสัตว์ของต้นล้วนแล้วแต่ทำให้เป็น ฉี่หนู ทั้งสิ้น
โดยพวกสัตว์ดังกล่าวจะขับถ่ายเชื้อโรคออกมาทางปัสสาวะ
เชื้อโรคจะอาศัยได้ในดินที่ชื้นแฉะและมีน้ำขัง
เข้าสู่ผิวหนังของคน เช่น ซอกนิ้วมือ เท้า และบาดแผล
การกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน
การหายใจเอาไอละอองที่ปนเปื้อนเข้าไป หรือเข้าทางเยื่อบุต่างๆเช่น ตา และ ปาก
ซึ่งคนที่ได้รับเชื้อไข้ฉี่หนู จะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อ2-3 วัน
ถ้าไม่รักษาอย่างถูกต้องอาจมีโรคแทรกซ้อน คือ ตัวเหลืองตาเหลือง ไตวาย หรืออาการทางสมองและระบบประสาท
ส่งผลกระทบถึงตายได้ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

1.ไข้ฉี่หนู ระยะมีเชื้อในเลือด มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ
มีไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และปวดกล้ามเนื้อ
โดยเฉพาะน่อง หลัง และหน้าท้อง ปวดศีรษะมาก
โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าหรือหลังเบ้าตา เจ็บคอ ไอ เจ็บหน้าอก
ผื่น สับสน ไอเป็นเลือด เยื่อบุตาแดง ต่อมน้ำเหลืองโต คอแดง
กดเจ็บกล้ามเนื้อ

2.ไข้ฉี่หนู ระยะมีเชื้อในปัสสาวะ
เยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไร้เชื้อ ส่วนใหญ่พบในเด็ก
ซึ่งอาจหายได้เองภายในเวลาไม่กี่วันหรืออาจคงอยู่นานเป็นสัปดาห์
สำหรับภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ม่านตาอักเสบ จอตาอักเสบ
มักเกิดตามหลังอาการเริ่มแรกของโรคนานหลายเดือนและคงอยู่ได้นานเป็นปี

3.ไข้ฉี่หนู ระยะรุนแรง มีอัตราการตายอยู่ที่ประมาณ 5-15%
มีอาการดีซ่าน ผิวเหลืองเป็นสีเหลืองจนแทบจะเป็นสีส้ม
มีอาการตับโตร่วมกับกดเจ็บ ม้ามโต ตับวาย ไตวายเฉียบพลัน ไอ
มีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย ระบบหายใจล้มเหลว
มีเลือดกำเดา มีจ้ำเลือดตามผิวหนัง ตับอ่อนอักเสบรุนแรง ฯลฯ

ดังนั้น หากไม่ต้องการให้ลูกน้อย รวมถึงตัวคุณพ่อคุณแม่
มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉี่หนู ก็จำเป็นต้องไม่เดินย่ำ
หรือในที่ที่มีน้ำท่วมขัง ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ใส่รองเท้าบูทยาง
ถุงมือยาง เป็นต้น รวมถึงฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันโรคและไม่สัมผัสสัตว์ที่อาจเป็นพาหะ
นอกจากนี้ควรกำจัดหนูและปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ
เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของหนู และเมื่อสัมผัสโดนสิ่งสกปรก
รีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายโดยเร็ว เพื่อป้องกันโรคฉี่หนู
ไม่ให้มาเกาะแกะบตัวคุณและลูกน้อย…

พฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยง “แท้ง”

No Comments

แท้ง คือการสูญเสียตัวอ่อนภายในช่วง 28 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

แต่การแท้งมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่คุณแม่มีอายุครรภ์ประมาณ 4-20 สัปดาห์
โดยสาเหตุการแท้งนั้นมีหลายสาเหตุ ทั้งการกระทบทางร่างกาย และจิตใจ
ทั้งนี้การแท้งเป็นเรื่องปกติที่คุณแม่หลายคนสามารถเผชิญได้ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับสเหตุที่แท้ง
และคำแนะนำในการดูแลไม่ให้เกิดการแท้งอีก ติดตามอ่านจ้า
1.ความผิดปกติของมดลูก
การแท้งย่อมเกิดขึ้นได้ หากคุณแม่มีเยื่อบุมดลูกไม่แข็งแรง
เพราะตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวต่อแรงดันของถุงน้ำคร่ำที่โตขึ้นได้
หรือหากฝังตัวได้แต่ก็ไม่สามารถเจริญเติบโต มดลูกมีการอักเสบ หรือมีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิดนั้นเอง
2.การปฏิสนธิและโครโมโซมผิดปกติ
โครโมโซมทารกผิดปกติ เป็นสาเหตุของการแท้งในช่วง 3 เดือนแรกที่พบได้บ่อยที่สุด
เพราะโครโมโซคือโครงสร้งขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยยีนส์ เมื่อไข่และสเปิร์มมาผสมกัน
บางครั้งโครโมโซมอาจจะบกพร่อง ไม่สามารถจับคู่กันได้อย่างสมบูรณ์ เป็นเหตุของการแท้งได้
3.สุขภาพร่างกายแม่
ปัญหาสุขภาพที่คุณแม่มี สุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัวเบาหวาน ความดันโลหิตสูงรุนแรง
โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคไต โรคไฮเปอร์ไทรอยด์ และไฮโปไทรอยด์ เป็นต้น ร่วมถึง อาหารเป็นพิษ
การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนทั้งหลายเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงต่อการแท้งได้เช่นกัน

4.อุบัติเหตุ
สาเหตุจากการแท้งเกิดจากอุบัติเหตุ คุณแม่ที่ ตั้งครรภ์ ควรระวัง คือ การขับรถเอง
ไปไหนมาไหนคนเดียวในที่ผู้คนพลุกพลาน โดนกระแทกอย่างรุนแรง ขับรถตกหลุมแล้วกระแทก
นั่งแล้วลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป ตกบันได ลื้นล้ม หรือเผลอยกของหนัก ก็เสี่ยงแท้งได้เหมือนกัน
5.การทำแท้ง
เป็นการใช้ยาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ โดยมีหลายวิธีการที่สามารถใช้เพื่อนำทารกออกจากมดลูก เช่น
ยารูปแบบเม็ดซึ่งสามารถรับประทานหรือสอด ยาชนิดนี้จะสามารถปิดกั้นฮอร์โมน เป็นต้น…

Categories: Uncategorized

การเลี้ยงลูกในช่วงวัยรุ่น

No Comments

ช่วงวัยรุ่นนั้นคือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของลูกของเราว่าจะไปในทิศทางไหน ในช่วงอายุ 15-22
ถือว่าเป็นช่วงที่เด็กกำลังเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมนี้ เเละคนที่เป็นพ่อเม่
นั้นต้องมีวิธีการเลี้ยงลูกให้ไปในทางที่ถูกต้อง
เเละต้องมีความอดทนอย่างมากในช่วงนี้เพราะว่าลูกในเเต่ละคนไม่เหมือนกันจะต้องเลี้ยงอย่างเข้าใจเเละสร้างวินัยให้กับลูกของเรา
เเละการเลี้ยงลูกในช่วงวัยรุ่นนั้นมองว่ายากก็ยากเเต่มองว่าง่ายก็ง่าย
เช่นเดียวกันเเล้วเเต่ครอบครัวนั้นจะมีวิธีเลี้ยงอย่างไร เเละมาดูกันว่า
การเลี้ยงลูกในช่วงวันรุ่นนั้นมีวิธีการเลี้ยงเเบบไหนบ้างที่จะทำให้ลูกของคุณนั้นไปสู่ในทิศทางที่ดีในการเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต
อย่างเเรกในการเลี้ยงลูกในช่วงวัยรุ่นนั้นคือการให้ความเป็นอิสระต่อเขาเเต่เราก็อยู่ดูห่าง
หากลูกต้องการที่จะทำอะไรในช่วงวัยรุ่นนั้นก็ให้เขาทำไปเลย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเล่นกีฬาหรือว่าการเล่นดนตรี
หรือเป็นผู้หญิงหากชอบในเรื่องอะไรก็ห้ามไม่ห้าม ขอให้ดูการกระทำของเขาว่าไปในทิศทางที่ดีหรือไม่
เเละที่ทำได้คือ ให้เวลาที่จะกลับบ้านให้เขา ว่าจะต้องกลับบ้านในเวลาไหน
เเละหากลูกของคุณไปทำกิจกรรมเเล้วกลับบ้านตรงเวลา ถือว่าใช้ได้
เเต่หากกลับไม่ตรงเวลาบ่อยครั้งก็อาจจะมีการเตือนกันบ้าง
เเละหากกลับมาถึงบ้านเเล้วให้ถามว่าไปทำอะไรมาบ้าง เเต่คอยให้คำปรึกษากันไป
เรื่องต่อมาคือการครบเพื่อน การคบเพื่อนในช่วงที่เป็นวัยรุ่นนั้น
พ่อเเม่นั้นเป็นกังวลอย่างมากว่าลูกจะคบเพื่อนที่นิสัยไม่ดี ซึ่งนั้นก็คือการเป็นห่วง
เเต่เราอย่าไปห้ามให้ลูกของเราไม่คบคนนั้นคนนี้หากไม่เข้าไปคุยกับเพื่อนคนนั้นของลูกเราก่อน
เราต้องปล่อยให้ลูกของเรา นั้นเรียนรู้วิธีการคบเพื่อนด้วยตัวเอง
เพราะโตไปนั้นลูกของเราจะพบกับคนที่มากหน้าหลายตา
ในวันที่ทำงานหรือว่าเวลาเรียนในระดับสูงขึ้นไป
เเละหากเพื่อนของลูกเราเป็นคนที่ไม่ดีจริงๆก็ค่อยหาวิธีพูดเเละกันให้อยู่ห่างเข้าไว้ต้องมีเหตุผลในการให้ลูกคุณเข้าใจในการห้ามไปคบเพื่อนคนนั้น
เเละสิ่งที่สำคัญคือการปล่อยให้ลูกของเรามีอิสระในการเรียน การให้ลูกของเราเลือกเรียนด้วยตัวเองนั้น
เป็นเรื่องที่พ่อเเม่ควรที่จะทำเพราะว่าลูกของเราจะรู้เองว่า จะเดินทางไปทางไหนได้
เเละหากไปห้ามในสิ่งที่ลูกชอบบเรียนก็จะเกิดโทษภายหลังได้ เช่น เรียนไม่ไหว
ไม่เข้าใจเพราะว่ามาเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ
นี้คือปัญหาใหญ่อย่างมากดังนั้นพ่อเเม่ไม่ควรทำในการผลักลูกไปทำในสิ่งที่ไม่ชอบ
เเละทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือการเลี้ยงลูกในช่วงวัยรุ่นเป็นวัยที่คะนองต้องว่าอย่างนั้นพ่อเเม่ต้องเลี้ยงลูกให้เป็นไปตามสถานการณ์
ซึ่งส่วนใหญ่เเล้วพ่อเเม่จะรู้ว่าลูกชอบหรือไม่ชอบอะไร ดังนั้นเราต้องเลี้ยงเเบบเข้าใจเพื่อจะทำให้ลูกของเรามีความสุขเเละมีอนาคตที่ดี…

วิธีเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กที่ร่าเริงสดใสในทุกวัน

No Comments

การเลี้ยงลูกนั้นจะบอกว่ายากก็ยากจะบอกว่าง่ายก็ได้เหมือนกันอยู่ที่ว่าใครมีเทคนิคอย่างไรในการเลี้ยงเด็กให้
เป็นไปตามที่เราต้องการ การเลี้ยงเด็กนั้น ต้องเอาใจใส่ดูเเลอย่างดี
โดยเฉพาะเด็กเล็กนั้นเราต้องดูเเลเป็นพิเศษเพราะเป็นคนที่บอบบางอย่างมาก
เราต้องไม่ให้ไกลจากสายตาเราเลย คนเป็นพ่อเเม่ต้องดูเเลหนักหน่อยตอนที่น้องยังเล็ก
เเละการดูเเลลูกให้ร่าเริงเเจ่มใสอยู่ทุกวันนั้น
ทุกคนต้องการให้ลูกเป็นเเบบนั้นเเละจะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ลูกของเรา เป็นเด็กที่ยิ้มง่าย
มีความสดใสร่างเริง ไม่งอเเง เเละไม่ป่วยง่าย
หากเป็นเด็กที่มีสุขภาพที่เเข็งเเรงเเล้วร่าเริงเเล้วละก็พ่อเเม่ต้องรู้สึกดีเเน่นอนเราไปดูวิธีทำให้เด็กร่าเริงกัน
อย่างเเรกที่จะทำให้เด็กมีความร่าเริงคือต้องทำให้เขาอิ่มก่อน เมื่อเด็กมีความอิ่มเเล้ว
จะไม่มีมางอเเงอย่างเเน่นอน เเละเราควรที่จะทำให้เด็กอิ่มในมื้อเเรกของวัน
ควรให้กินเเบบเพียงพอเพื่อให้น้องมีสุขภาพที่เเข็งเเรง เเละจะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายตลอดทั้งวันอย่างเเน่นอน
หากปล่อยให้หิว จะเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อเด็กเเน่
เรื่องโภชนาการนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการเลี้ยงเด็กเราต้องดูเเลให้ดี ไม่ให้น้องเกิดหิวเป็นเวลานาน
หากเป็นเช่นนั้นน้องจะเกิดอาการหงุดหงิดได้ง่ายเเน่ ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้หิวเป็นอันขาด
เรื่องต่อมาที่ควรทำคือให้น้องได้รับการนอนที่เพียงพอ โดยไม่มีสิ่งที่รบกวนเเต่อย่างใด
การนอนของเด็กนั้นคือการที่เขาได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อการเจริญเติบโตที่สมวัยของเรา
เเละการนอนนั้นต้องให้เขานอนหลับเป็นเวลานานๆ จนกว่าน้องจะตื่นขึ้นมาเอง
ซึ่งการหลับสนิทจะทำให้เด็กตื่นขึ้นมาอารมณ์ดีเเน่นอนจะไม่เป็นเด็กที่หงุดหงิดง่าย
เเละให้ดีเราต้องนอนอยู่ใกล้น้องด้วยเผื่อเป็นอะไรขึ้นมาหิวกลางคันเราจะสามารถป้อนนมได้ทันเเละจะได้ให้เขาหลับต่อได้อย่างสบายใจ
เรื่องสุดท้ายที่จะทำให้เด็กมีความร่าเริงอยู่เสมอ คือต้องเล่นกับน้องให้มากๆ
การเล่นกับเด็กวัยทารกคือจะทำให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ หาเกมให้เล่นหรือว่าพูดคุยกับเขา สอนสิ่งโน้นนี่
ไม่ว่าจะเป็นการเรียกชื่อสิ่งของภายในบ้านเด็กจะได้จำได้ ว่านั้นคืออะไร เป็นการเรียนรู้ที่ดีอย่างมาก
หรือว่าให้ฟังเพลง
เด็กจะได้รับสิ่งที่สบายหูเเละอาจจะนำไปสู่การชอบเพลงหรือการร้องเพลงหรือว่าเล่นดนตรีในอนาคต
เเละที่สำคัญคือการอ่านหนังสือให้ฟัง เป็นการกระทำที่ควรทำอย่างมาก การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง
ไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทานหรือว่าอ่านอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์เป็นสิ่งที่ดีอย่างเเน่นอน
อ่านไปยิ้มไปเด็กจะซึมซับความเป็นคนร่าเริงของเราเพื่อที่จะทำให้ตัวเองมีพัฒนาการเป็นเด็กที่เป็นคนอารมณ์ดีต่อไป…

ขั้นตอนการดูแลเด็กแรกเกิดอย่างไร ให้มีคุณภาพ

No Comments

เด็กแรกเกิดนั้นต้องมีการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องอนามัยและพัฒนาการ
สัญชาติญาณแรกของเด็กแรกเกิดคือการเอาตัวรอด หากมีความรู้สึกผิดปกติเด็กทารกจึงร้อง
นั่นเป็นสาเหตุให้ทารกที่เพิ่งเกิดมักร้อง
ทำความเข้าใจกับภาษาของทารก การเข้าใจภาษาทารกไม่ใช่เรื่องยาก
แต่คุณแม่มือใหม่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับภาษาของทารกโดยเฉพาะลูกคนแรก
การดูแลทารกแรกเกิด ตลอด24ชั่วโมง
เมื่อลูกยังไม่ครบ 1 เดือน คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด วิธีการดูแลลูกน้อยอย่างถูกต้องเหมาะสม
และสังเกตุอาการที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนี้
-หากคุณอุ้มลูกในท่ายืน และปล่อยให้เท้าสัมผัสพื้นเล็กน้อย ลูกจะชักขาขึ้นละม้ายคล้ายการเดินบนอากาศ
-เมื่อถูกอุ้มอย่างรุนแรง เสียงดัง หรือแสงจ้าบาดตา ลูกจะสะดุ้งตกใจพร้อมกับแอ่นหลังขึ้นมา ศีรษะห้อยไปด้านหลัง
แขนขากางกว้างออก และกลับมาอยู่ในท่าห่อตัวอย่างรวดเร็ว
-หากแตะหลังมือหรือหลังเท้าด้านนอก นิ้วมือและนิ้วเท้าของลูกจะกางออก เรียกว่า Babinski Reflex
-ดึงลูกขณะที่นอนอยู่ให้ขึ้นมาสู่ท่านั่ง ลูกจะพยายามตั้งหัวให้ตรง ตาเบิกกว้าง ไหล่ตึง เรียกว่าปฏิกิริยาตุ๊กตาจีน
-หากลูกท้องอืด  หากลูกดูดลมเข้าไปเยอะ ควรให้เรอหลังดูดนมทุกครั้ง และอุ้มนาน 30 นาทีก่อนค่อยให้นอนลง
-ร้องตลอดเวลา การร้องของลูกวัยนี้บ่งบอกถึง การไม่สุขสบาย คุณพ่อคุณแม่ต้องสำรวจว่า เปียก หิว หนาว ร้อน
หรือมดแมลงกัด ให้ค่อยๆสังเกตุอาการ
-เปิดแอร์ได้ หากร้อน อุณภูมิห้องเด็ก ควรอยู่ที่ 27 องศาเซลเซียส หากเปิดพัดลมไม่ควรสัมผัสทารกโดยตรง
-และไม่ควรสวมใส่ถุงมือตลอดเวลา เพราะเป็นการปิดกั้นพัฒนาการลูก
เด็กวัยแรกเกิดหากใช้มือสัมผัสกับสิ่งรอบข้าง กำๆ แบๆ บ่อยๆ เป็นการเสริมสร้างเส้นใยประสาทเป็นการกระตุ้นที่ดีมาก
รูปร่างทารกแรกเกิด
โดยเฉลี่ยแล้วเด็กผู้ชายจะมีน้ำหนักประมาณ 3.3 กก. สูง 50.5 ซม. ส่วนเด็กผู้หญิงจะมีน้ำหนักประมาณ 3.2
กก. สูง 49.9 ซม.
ร่างกายของทารกในช่วงแรกคลอดนี้ จะดูแล้วไม่น่ารัก เพราะว่าศรีษะจะโตมากกว่าลำตัว อีกทั้งมีใบหน้าอูม
คอสั้น แขนขาก็สั้นไม่เข้าที่ เมื่อจับศีรษะก็จะพบว่าค่อนข้างนุ่ม
เนื่องจากกระโหลกยังประสานไม่สนิทเท่าไรนักโดยเฉพาะกระหม่อมหน้า
ส่วนมือเท้าจะค่อนข้างเย็นเพราะระบบหมุนเวียนเลือดยังทำงานไม่ประสานกันเท่าไหร่
ส่วนอวัยวะเพศชายจะมีไข่อยู่ในถุงอัณฑะเรียบร้อยแล้ว แต่ทารกบางคนก็มีไข่เพียงข้างเดียว
ซึ่งอีกข้างจะตามมาในภายหลังในเวลาไม่นานนัก
ปลายองคชาติจะปิดแต่สามารถปัสสาวะได้และจะเปิดภายหลังเช่นกัน ส่วนอวัยวะเพศหญิงจะมีสีคล้ำเล็กน้อย…

ปอดบวม โรคที่ไม่ควรมองข้ามในเด็กเล็ก

No Comments

หน้าฝนถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่สร้างความปวดหัวให้บรรดาผู้เป็นแม่มากที่สุด
เพราะการที่น้ำฝนหลั่งไหลไปทั่วทุกหัวระแหงทำให้นำพาซึ่งโรคร้ายมาสู่เราได้อย่างไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะบรรดาเด็กตัวเล็กๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงมากนักปวดบวม ก็เป็นหนึ่งในโรคที่ผู้เป็นพ่อและแม่ไม่ควรมองข้าม
เพราะแม้จะเห็นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้ใหญ่แต่เราขอบอกและทำความเข้าใจไว้ตรงนี้เลยว่าหากปอดบวม
เกิดขึ้นกับเด็กเล็ก มีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิตหากปล่อยปะละเลยแล้ว ปอดบวม คืออะไร? ปอดบวม เกิดจากการติดเชื้อไวรัส
หรือ เชื้อแบคทีเรีย อาการนี้จะพบบ่อยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปีและมีรายงานผลการเสียชีวิตสูงมาก
ดังนั้นพ่อและแม่ควรรู้จักและหาทางป้องกันโรคนี้เอาไว้ โดยอาการของโรคปอดบวมในเด็ก คืออาการอักเสบ
ที่เกิดขึ้นบริเวณเนื้อปอด หลอดลม ถุงลมต่างๆ
อาการก็จะเหมือนกับอาการที่ลูกน้อยเป็นไข้หวัดธรรมดาคือเป็นไข้ไอ
ดังนั้น พ่อและแม่จึงต้องสังเกตอาการต่อไปนี้เพื่อให้การรักษาลูกน้อยอย่างทันถ่วงที
ไล่ตั้งแต่ ไข้สูง, หายใจเหนื่อย, ไอมาก หรือไอแบบมีเสมหะ,มีเสียงหายใจครืดคราด, หายใจเร็วกว่าปกติ, มีอาการหอบเหนื่อย
ช่วงหน้าอกและท้องจะบุ๋ม, กินนมได้น้อย ไปจนถึงมีอาการซึมหากลูกน้อยมีอาการดังกล่าวควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคทันที
ส่วนแนวทางการรักษาอาการปอดบวมในลูกน้อยถ้ามีอาการไม่หนักมาก แพทย์จะให้ยา และนัดฟังเสียงปอด
แต่หากการหายใจและปอดทำงานหนักแพทย์จะฉีดยาแล้วนัดฟังเสียงปอดอีกครั้ง
ยกเว้นแต่หนักมาจะให้นอนดูอาการที่โรงพยาบาลซึ่งการวินิจฉัยโรคปอดบวม
แพทย์จะฟังเสียงหายใจจากปอดของลูกแล้วจะสอบถามกิจกรรมต่างๆ ตอนอยู่บ้าน ดังนั้น
คุณพ่อคุณแม่ต้องจดจำและใส่ใจว่าลูกทำอะไรบ้างเวลาอยู่ที่บ้านกินอย่างไร นอนอย่างไร
เรื่องพวกนี้จะทำให้คุณหมอวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องแม่นยำ
ขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ก็จำเป็นต้องป้องกันให้ลูกน้อยห่างไกลจากปอดบวมด้วยตัวเองเช่นกัน ไล่ตั้งแต่ ให้ลูกกินนมแม่
อย่างน้อย 6 เดือน เพราะในนมแม่มีภูมิคุ้มกันโรคหลายอย่างหรือเมื่อลูกไม่สบายควรรีบรักษาอาการของลูกให้หายโดยเร็ว
ให้กินน้ำอุ่นเยอะๆเช่นเดียวกับหลีกเลี่ยงลูกน้อยจากการอยู่รวมกัน
หรือใช้สิ่งของรวมกันกับคนป่วยหรือจะฉีดวัคซีนทางเลือกเพื่อป้องกันโรคได้ทางหนึ่ง
วัคซีนที่ครอบคลุมโรคนี้คือ วัคซีนไอพีดีวัคซีนนี้จะช่วยยับยั้งการติดเชื้อนิวโมคอคคัสซึ่งเป็นสาเหตุของโรค…

โรคยอดฮิตในคุณแม่ตั้งครรภ์

No Comments

คุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ต่างอะไรกับคนป่วยเลยก้ว่าได้ เพราะขนาดว่าดูแลตัวเองดีแล้วยังมีโอกาสป่วย
หรือเจ็บป่วยในบางโรคที่มีโอกาสส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ เฝ้าระวัง 9 โรคนี้ไว้ให้ดี
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ขึ้นได้ เช่นโรคแทรกซ้อนที่เป็น
อันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับคนท้องและส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ อาจถึงขั้นเสียชีวิตหรือเกิดความพิการ
แต่ก็ป้องกันได้ด้วยการดูแลตัวเอง

1. ครรภ์เป็นพิษ
คือภาวะผิดปกติชนิดหนึ่งที่เกิดกับคนท้องที่ตั้งครรภ์ประมาณ 5 – 6 เดือน และอาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ตามอายุครรภ์ เป็นภาวะที่ความดันโลหิตสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
จนถึงระดับที่อันตรายจนเลือดออกในสมองและทำให้ชักได้
หากไม่สามารถควบคุมอาการได้จะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ทั้งแม่และลูก

2.ท้องนอกมดลูก
มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ไข่ที่ได้รับการผสมกับอสุจิแล้วไปฝังอยู่ที่ท่อนำไข่ บางคนไปฝังในรังไข่เลยก็มี
หรือบางคนก็ในช่องท้อง แต่กรณีที่พบบ่อยที่สุดคือท้องในท่อนำไข่ การตั้งครรภ์นอกมดลูก
เป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ ส่วนมากเด็กโตไปได้ระยะหนึ่งก็มักจะเสียชีวิต

3.ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด
ตามธรรมชาติรกจะเกาะที่ยอดมดลูก เมื่อเด็กคลอด รกถึงจะหลุดจากมดลูกคลอดตามออกมาด้วย
แต่บางรายรกที่เกาะมดลูกอยู่หลุดออกมาก่อน โดยที่เด็กยังไม่คลอด
เมื่อรกหลุดทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงเด็กที่เคยผ่านรกขาดไปทันที
หากช่วยไม่ทันจะทำให้เด็กเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้องได้

4.โรคธาลัสซีเมีย
คือ  โรคที่เกิดจากความผิดปกติทางระบบเลือดโรคหนึ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจาก พ่อแม่สู่ลูก
ทำให้ไขกระดูกของผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียผลิตเม็ดเลือดแดงออกมา มากผิดปกติ
และทำงานได้ไม่สมบูรณ์  คือ  เม็ดเลือดเหล่านี้มีความสามารถในการนำพาออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยง
เซลล์ได้น้อย  อายุของเม็ดเลือดแดงสั้นแตกสลายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
ส่งผลข้างเคียงให้มีปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายสูงกว่าปกติจนถึงระดับที่เป็นพิษ

5.โรคความดันโลหิต
ผู้หญิงบางคนเป็นความดันโลหิตสูงอยู่แล้วก่อนตั้งครรภ์ กับผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งตอนที่ไม่ตั้งครรภ์ความดันไม่สูง
แต่เมื่อตั้งครรภ์แล้วความดันกลับสูงได้ กลุ่มหลังเราจะเรียกว่าความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์ ซึ่งพบได้บ่อย
คุณแม่จะมีอาการบวม ตรวจปัสสาวะเจอไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะ ถ้าอาการรุนแรงและรักษาได้ไม่ดี
คนไข้จะชัก อาจจะมีเส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิตได้ สมัยก่อนเรียกโรคนี้ว่าครรภ์เป็นพิษ…

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นเด็กมีคุณภาพ

No Comments

การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนให้มีคุณภาพนั้น ไม่ใช่่เรื่องง่ายเลย จะต้องคำนึงถึงสิ่งรอบตัวหลายอย่าง
แต่ก็มีเทคนิคที่จะช่วยให้ลูกโตไปอย่างมีคุณภาพ โดยเริ่มจากพ่อและแม่

1.สอนให้ลูกรู้จักการทักทาย
พื้นฐานของการสื่อสารนั้น อยู่ที่ “การทักทาย”
หากลูกสามารถทักทายผู้อื่นด้วยความนอบน้อมจนติดเป็นนิสัยแล้ว
ไม่ว่าจะพบเจอใครก็รู้จักยกมือไหว้หรือโค้งพร้อมกล่าวทักทายจะทำให้เด็กดู น่าเอ็นดู
น่าคบหาและสื่อถึงว่าได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีมารยาท

2.การสอนมารยาทในที่สาธารณะ
พื้นฐานการอบรมสั่งสอนนั้นอยู่ที่ครอบครัว ไม่ใช่ปล่อยเป็นหน้าที่ของทางโรงเรียน โดยการสอนเรื่องนี้อาจจะตั้ง
คำถามกับลูกว่า อะไรที่ลูกไม่ชอบให้คนอื่นทำกับเราเมื่อลูกตอบว่าสิ่งไหนที่ไม่ชอบให้คนอื่นทำกับตัวเอง คุณแม่ก็
จะได้โอกาสสอนและอธิบายว่าสิ่งนั้นคนอื่นก็อาจจะไม่ชอบให้เราทำกับ เขาเช่นกัน ทั้งนี้วิธีการสอนและการอธิบาย
ให้เขาเข้าใจนั้นต้องขึ้นอยู่กับช่วงอายุของเด็กด้วย

3.สร้างจิตสำนึกให้ลูก
เมื่อเด็กมีความผูกพันกับชุมชนที่อยู่แล้ว การสร้างให้ลูกรู้จักจิตสาธารณะถือเป็นการกล่อมเกลานิสัยให้ลูกรู้จัก
หน้าที่ที่ทุกคนต้องร่วมกันทำได้ตั้งแต่เล็ก สอนให้ลูกได้เห็นว่าหากทุกคนได้ร่วมกันทำก็จะช่วยให้งานด้านต่าง ๆ
สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ ความสุขเหล่านั้นก็จะสะท้อนกลับมาสู่ครอบครัวได้เช่นกัน

4.ไม่ปกป้องเมื่อลูกทำผิด
การที่ลูกทำผิดพ่อแม่บางคนอาจจะโอ๋ลูกหรือให้ท้ายลูก ซึ่งจะทำให้เด็กไม่รู้จักการรับผิดชอบ และไม่รู้ว่าตนเองผิด
อย่างไร ควรแก้ไขอย่างไร พ่อแม่ควรตักเตือนลูกเมื่อลูกทำผิด เพื่อที่เขาจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

5.ให้ลูกได้ลองประสบการณ์ที่หลากหลาย
เช่นขณะที่ลูกกำลังพยายามทำอะไรอยู่แล้วเกิดผิดพลาดขึ้น แต่เรากลับไปดุและโกรธ
การที่เขากำลังเรียนรู้ที่จะเติบโตต่อไปอีกขั้น โดยถ้าเกิดเราไม่พอใจหรือดุด่าว่าในสิ่งที่ลูกทำผิดพลาด
อาจจะเป็นการกีดกั้นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของลูกโดยไม่รู้ตัวก็ได้ และอาจจะทำให้เขาไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ
หรือเมื่อทำผิดพลาดแล้วไม่พยายามที่จะทำให้สำเร็จ เพราะกลัวโดนดุก็เป็นได้

6.แสดงความรักแบบไม่จำกัด
เด็ก ที่มีความรู้สึกยอมรับในตัวเองสูง เช่นรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นที่ต้องการของใครสักคน
จะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองและมีแนวโน้มที่จะมีนิสัยมุ่งมั่นพยายาม ที่จะท้าทายสิ่งใหม่ๆ
ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามและรากฐานของนิสัยเช่นนี้เกิดจาก ความรักจากพ่อแม่
ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเลี้ยงดูลูกเพื่อให้เกิดความรู้สึกยอมรับในตัวเอง…

5 วิธี บริหารสมองลูกน้อย

No Comments

วิธีที่1 : ชวนลูกเดินถอยหลัง
เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปเดินเล่นในช่วงเช้า หรือช่วงเย็นที่สวนสาธารณะ หรือในสวนหลังบ้านก็ได้
ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากการเดินไปข้างหน้าตามปกติ มาเล่นสนุก ๆ เพื่อออกกำลังกายสมองด้วยการเดินถอยหลัง
ลองเดินไปเดินมาเช่นนี้ สัก 4-5 รอบ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
วิธีนี้ได้ทั้งความสนุกสนานและสมองยังได้ออกกำลังกายอีกด้วย
วิธีที่ 2 : ชวนลูกนับเลขถอยหลัง
ตามปกติแล้วการนับเลขของลูกและของคนทั่วไปก็จะนับเรียงลำดับจากน้อยไปหามาก 1 2 3 … ลองมาเล่นสนุก ๆ
ด้วยการนับถอยหลัง หรืออาจจะท่อง A B C… ถอยหลังก็ได้ เริ่มจากง่าย ๆ ทำเช่นนี้บ่อย ๆ
สมองจะเกิดการเชื่อมโยงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
วิธีที่ 3 : เปลี่ยนมือข้างที่ไม่ถนัด
คนเรามักจะมีข้างที่ถนัดในการจับดินสอ ปากกา ช้อน ส่วนใหญ่จะเป็นข้างขวา
หรือบางคนจะถนัดซ้ายก็ไม่เป็นไรค่ะ สำหรับลูกถนัดการใช้มือข้างไหนคุณพ่อคุณแม่ทราบอยู่แล้ว
ที่นี้เราลองมาเปลี่ยนกิจวัตรเดิม ๆ จากการใช้มือข้างที่ถนัดมาเป็นอีกข้างหนึ่ง ที่ไม่ถนัด เช่น
ลองใช้มือข้างที่ไม่ถนัดหัดเขียนหนังสือ หรือแปรงฟัน หรือจับดินสอเขียนหนังสือ จับสีมาระบายรูปภาพเป็นต้น
ถือเป็นการกระตุ้นสมองจากที่เคยทำซ้ำ ๆ ให้สมองเรียนรู้เพิ่มเติมในการทำงานอีกข้างหนึ่ง
เป็นวิธีการออกกำลังกายสมองที่น่าสนุกนะคะ
วิธีที่ 4 : สลับที่ สลับทาง
วิธีการนี้คุณแม่อาจชวนลูกเล่นเกมสลับตำแหน่งสิ่งของที่เคยวางอยู่ที่เดิมเปลี่ยนมาไว้ที่ใหม่ ดูว่าลูกจำได้หรือไม่
หรืออาจจะช่วยกันจัดห้องนอน ห้องนั่งเล่น แล้วแต่สะดวก ลองจัดวางสิ่งใหม่ ๆ สลับตำแหน่งที่วาง โดยให้ลูกช่วย
การเรียนรู้ในการสลับที่สลับทาง ช่วยกระตุ้นสมองให้ออกกำลังกายได้อย่างดี
วิธีที่ 5 : เปลี่ยนวิธีการเดินทาง
กิจวัตรประจำวันเวลาจะไปที่ไหน คุณพ่อหรือคุณแม่มักจะขับรถไปให้ ลองเปลี่ยนบรรยากาศ พาลูกนั่งรถเมล์
นั่งเรือ ก็น่าสนุกไม่น้อย การเดินทางไปสถานที่แปลกใหม่ ทำให้สมองเกิดการเรียนรู้เพิ่มเติม
เพิ่มเนื้อที่ความจำให้มากขึ้น เมื่อสมองได้รับรู้สิ่งใหม่ ๆ สมองก็ได้ออกกำลังกายไปด้วย
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากสิ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมดแล้วนั้น อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด
คงหนีไม่พ้นเรื่องของความรักและความใส่ใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับลูกน้อย…

Categories: Uncategorized