ผู้เขียน: JGsfmzxv4

About JGsfmzxv4

Here are my most recent posts

อาหารเสริมวิตามินนั้นสำคัญกับเด็กแค่ไหน

No Comments

 

คงมีปัญหาที่เกี่ยวกับลูกไม่ยอมรับประทานข้าวเกิดขึ้นไม่น้อย ทำให้คุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตไม่ครบถ้วน ซึ่งปัญหาเหล่านี้บางทีก็ต้องใช้ตัวช่วย ในเมื่อทานเข้าหรืออาหารได้น้อย ก็ต้องใช้อาหารเสริมให้ลูกได้รับประทาน เพื่อการได้รับสารอาหารในร่างกายมากเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอาหารซึ่งอาจมาในรูปแบบของช็อคโกแลต ยา หรือขนมหวานต่างๆ มาให้ลูกได้รับประทานเพื่อชดเชยในสิ่งที่ขาดไป

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของอาหารเสริมและวิตามิน นั้นมีความสำคัญกับลูกน้อยมากแค่ไหน พร้อมกับแนะนำอาหารเสริมที่มีคุณภาพและควรแก่การให้ลูกบริโภค

ถ้าพูดถึงอาหารเสริมนั้นไม่ใช่ว่าจะสามารถทานได้แบบไม่มีลิมิต เพราะว่าวิตามินบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายนั้นก็มีข้อจำกัดในการรับประทานอยู่ด้วยแม้ว่าร่างกายจะขับวิตามินส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะ แต่การกินวิตามินบางชนิดในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิดการสะสมในร่างกายและเกิดผลข้างเคียงได้จึงเป็นเรื่องที่ไม่แนะนำ นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามในการกิน วิตามินเสริมด้วย ซึ่งถ้าจะเอาให้ปลอดภัยควรอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรจะดีที่สุด

ซึ่งสารอาหารทั่วไปที่สำคัญต่อร่างกายของเด็กๆ มักจะเป็นจำพวกวิตามินอย่าง A, B1, B6, B12, C, D, E และ K รวมไปถึงสารอาหารอื่นๆอย่าง ธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม และโฟลิก DHA โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ด้วย

คราวนี้มาพูดถึงอาหารเสริมที่มีอยู่ในบ้านเราว่ายี่ห้อไหนที่ควรใช้และมีสรรพคุณที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง เริ่มจาก

Nutroplex Oligo Plus

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดน้ำ ที่มีส่วนประกอบของโอลิโกฟรุคโตส วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินดี แคลเซียม แมกนีเซียม กรดอะมิโน และเสริมธาตุเหล็กเข้าไปด้วย ตัวนี้จะเน้นสำหรับเด็กที่กินยาก เลือกกิน กินอาหารไม่ครบ รวมไปถึงขับถ่ายยาก เพราะมีใยอาหารอย่างโอลิโกฟรุคโตสเป็นส่วนประกอบหลัก รสชาติและกลิ่นถือว่าดี ทานง่าย แถมรายละเอียดระบุชัดว่าแต่ละวัยควรกินในปริมาณเท่าไหร่

Seven Sea Ocean Gold

เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เบื่ออาหาร หรือเด็กที่อยู่ในช่วงเจ็บป่วยหรือระยะพักฟื้น รสชาติหวานกลิ่นส้ม แอบขมนิดๆ และมีกลิ่นของยา ถ้าเด็กไม่ชอบอาจกินยาก แต่ข้อดีคือมีโอเมก้า 3 และมีวิตามินซีสูง

Scott’s วิตามินซี

วิตามินชนิดเม็ดแบบเจลลี่ รสชาติเหมือนขนมเจลลาตินทั่วๆ ไป กินง่าย แต่ผู้ใหญ่ต้องคอยกำกับให้ลูกเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน เนื่องจากตัวเจลี่ค่อนข้างเหนียว ถ้าเคียวไม่ละเอียดอาจติดคอได้ แต่ข้อดีคือมีวิตามินซีสูง จึงเหมาะสำหรับเด็กที่กินผลไม้น้อย ช่วยป้องกันหวัดได้

 

Categories: Uncategorized

การฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

No Comments
ภาษา

ขั้นตอนการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

ในยุคนี้ เป็นยุคที่มีการสื่อสาร และเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสที่จะเรียนรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ง่ายดาย แต่ว่าพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็ก จะมีวิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ อย่างไรให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ โดยไม่ยัดเยียดให้เด็ก ๆ ต้องไปเรียนพิเศษตั้งแต่วัยเยาว์  ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ เบื่อและไม่อยากที่จะเรียนรู้ภาษา ซึ่งวันนี้จะพาไปเรียนรู้วิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ จากการเลี้ยงดู ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย  คาสิโนออนไลน์

1.ศัพท์ใกล้ตัวเป็นสิ่งสำคัญ

จะต้องฝึกฝนให้เด็ก ๆ เป็นคนที่เรียนรู้คำศัพท์ใกล้ตัวก่อน เช่น ของใช้ในบ้านต่าง ๆ จะต้องเป็นบอกให้เด็ก ๆ ใช้เป็นภาษาอังกฤษ และมีคำแปล ติดไว้ตามสิ่งขงต่าง ๆ ภายในบ้าน  หากว่าเด็ก ๆ ใช้อย่างเป็นประจำ จะทำให้เด็ก ๆ เริ่มชิน และเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย

2.ตื่นเช้ามาเริ่มต้นคำทักทายด้วยภาษาอังกฤษ

ซึ่งเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ผู้ปกครองครวที่จะสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ที่จะทักทายเป็นภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งเมื่อทำเป็นกิจวัตรประจำวันจะทำให้เด็ก ๆ รู้จักเรียนรู้ที่จะพูดภาษาอย่างไม่เขินอาย และชินกับกับฝึกพูด

3.เกมส์ฝึกภาษา

เด็ก ๆ จะชื่นชอบการเล่นเกมส์กันทุกคน ซึ่งผู้ปกครองจะต้อง ปรับเปลี่ยนจากการเล่นเกมส์แบบธรรมดา มาเป็นเกมส์ที่ช่วยฝึกทักษะภาษาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ สนุกกับไปการเรียนรู้ และรู้จักการใช้ภาษาได้มากขึ้นด้วย จะทำให้เด็กเริ่มชินกับภาษาที่ 2 และ 3 โดยไม่รู้ตัวผ่านจากการเล่นเกมส์

4.ใช้ดนตรีช่วยสอน

การเรียนรู้ภาษานั้น การใช้ดนตรี และเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่น ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆ  เพลิดเพลินและมีความสุขในการร่วมกิจกรรม เพราะว่าเด็ก ๆ อยู่ในช่วงกำลังคิด และกำลังจำ ดังนั้น การฝึกร้องเพลงภาษาต่างประเทศจะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และสนุกโดยไม่น่าเบื่อ หรือกำลังถูกบังคับให้เรียนภาษาอยู่นั่นเอง

5.พาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้นอกบ้าน

การที่เด็ก ๆ จะเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักการช่างสังเกต รู้จักการแยกเยอะ และมีจิตสึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมนั้น เด็ก ๆ จะต้องถูกฝึกให้ออกไปเรีนรู้นอกห้องเรียน และนอกบ้านบ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ เกิดการพัฒนา และสถานที่ต่าง ๆ จะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษบอกไว้ ซึ่งเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ได้ง่าย

การฝึกฝนให้เด็ก ๆ เก่งภาษานั้น ผู้ปกครงจะต้องใส่ใจ และสังเกตดูว่า เด็กแต่ละคนชื่นชอบแบบไหน และสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบ ให้เกิดการพัฒนาต่อไปในอนาคต จะได้กลายเป็นเด็กที่เก่ง และมีความสามารถพร้อมทั้งมีจิตสำนึกที่ดีด้วย

ขั้นตอนการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

No Comments

ในยุคนี้ เป็นยุคที่มีการสื่อสาร และเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสที่จะเรียนรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ง่ายดาย แต่ว่าพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็ก จะมีวิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ อย่างไรให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ โดยไม่ยัดเยียดให้เด็ก ๆ ต้องไปเรียนพิเศษตั้งแต่วัยเยาว์  ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ เบื่อและไม่อยากที่จะเรียนรู้ภาษา ซึ่งวันนี้จะพาไปเรียนรู้วิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ จากการเลี้ยงดู ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย

1.ศัพท์ใกล้ตัวเป็นสิ่งสำคัญ

จะต้องฝึกฝนให้เด็ก ๆ เป็นคนที่เรียนรู้คำศัพท์ใกล้ตัวก่อน เช่น ของใช้ในบ้านต่าง ๆ จะต้องเป็นบอกให้เด็ก ๆ ใช้เป็นภาษาอังกฤษ และมีคำแปล ติดไว้ตามสิ่งขงต่าง ๆ ภายในบ้าน  หากว่าเด็ก ๆ ใช้อย่างเป็นประจำ จะทำให้เด็ก ๆ เริ่มชิน และเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย

2.ตื่นเช้ามาเริ่มต้นคำทักทายด้วยภาษาอังกฤษ

ซึ่งเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ผู้ปกครองครวที่จะสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ที่จะทักทายเป็นภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งเมื่อทำเป็นกิจวัตรประจำวันจะทำให้เด็ก ๆ รู้จักเรียนรู้ที่จะพูดภาษาอย่างไม่เขินอาย และชินกับกับฝึกพูด

3.เกมส์ฝึกภาษา

เด็ก ๆ จะชื่นชอบการเล่นเกมส์กันทุกคน ซึ่งผู้ปกครองจะต้อง ปรับเปลี่ยนจากการเล่นเกมส์แบบธรรมดา มาเป็นเกมส์ที่ช่วยฝึกทักษะภาษาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ สนุกกับไปการเรียนรู้ และรู้จักการใช้ภาษาได้มากขึ้นด้วย จะทำให้เด็กเริ่มชินกับภาษาที่ 2 และ 3 โดยไม่รู้ตัวผ่านจากการเล่นเกมส์

4.ใช้ดนตรีช่วยสอน

การเรียนรู้ภาษานั้น การใช้ดนตรี และเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่น ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆ  เพลิดเพลินและมีความสุขในการร่วมกิจกรรม เพราะว่าเด็ก ๆ อยู่ในช่วงกำลังคิด และกำลังจำ ดังนั้น การฝึกร้องเพลงภาษาต่างประเทศจะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และสนุกโดยไม่น่าเบื่อ หรือกำลังถูกบังคับให้เรียนภาษาอยู่นั่นเอง

5.พาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้นอกบ้าน

การที่เด็ก ๆ จะเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักการช่างสังเกต รู้จักการแยกเยอะ และมีจิตสึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมนั้น เด็ก ๆ จะต้องถูกฝึกให้ออกไปเรีนรู้นอกห้องเรียน และนอกบ้านบ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ เกิดการพัฒนา และสถานที่ต่าง ๆ จะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษบอกไว้ ซึ่งเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ได้ง่าย

การฝึกฝนให้เด็ก ๆ เก่งภาษานั้น ผู้ปกครงจะต้องใส่ใจ และสังเกตดูว่า เด็กแต่ละคนชื่นชอบแบบไหน และสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบ ให้เกิดการพัฒนาต่อไปในอนาคต จะได้กลายเป็นเด็กที่เก่ง และมีความสามารถพร้อมทั้งมีจิตสำนึกที่ดีด้วย

ของเล่นเด็ก กระตุ้นพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิดด้วยความใส่ใจของผู้ปกครอง

No Comments
ของเล่นเด็ก

ของเล่นเด็ก เด็กน้อยตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึง 1 ขวบ ซึ่งจะเป็นช่วงที่เด็ก จะต้องมีการพัฒนาการ

ของเล่นเด็ก และเรียนรู้อย่างถูกต้อง อีกอย่างผู้ปกครอง หรือคุณพ่อคุณแม่จะต้องให้การดูแล เอาใจใส่ และกระตุ้นพัฒนาการให้เด็ก ๆ เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง ถ้าพร้อมแล้วไปดูวิธีการกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ๆ ดีกว่า

 แรกเกิด – 4 เดือน

ช่วงนี้ จะต้องเน้นพัฒนาการทางด้านร่างกายก่อน ซึ่งช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เด็ก ๆ จะมีการชันคอ หลังจากนั้นจะเริ่มพยายามพลิกคว่ำ และหงายด้วยตนเองได้  วิธีการกระตุ้นคือ ให้เด็กนอนคว่ำ ซึ่งจะช่วยให้โกมีกล้ามเนื้อหลังที่แข็งแรงขึ้น แต่ในระยะนี้จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

อายุ 4 – 6 เดือน

ช่วงนี้ เด็กจะเริ่มพลิกคว้ำพลิกหงายเองได้ วิธีการกระตุ้นพัฒนาการของเด็กในช่วงอายุเท่านี้คือ ให้เด็กนอนหงาน และให้ผู้ปกครองถือของเล่น ให้เด็กมองตาม แล้วเกิดการพลิกตัวเอง ให้เด็กออกกำลังกายโดยการเล่นกับมือและเท้าของเด็ก หากว่าเด็กกำลังนอนคว่ำ ให้หยิบของเล่นให้เด็กมองตาม แล้วจึงพลิกหงายเองดันไหล่และแขนขแงเด็ก ในขณะที่กำลังนอนหงาย

อายุ 6 – 8 เดือน

ในช่วงระยนี้ เด็ก ๆ จะเริ่มนั่งได้เอง แต่ไม่นานมาก ซึ่งจะกระตุ้นพัฒนาการด้านร่างกายด้วยการจับให้เก็กนั่งแล้วหยิบของพูดคุย เล่นกับเด็กระดับสายตา และให้เด็กทรงตัว โดยการประคองให้นั่งเล่นของเล่นแบบเพลิน ๆ  ให้เด็กเริ่มนั่งเก้าอี้ เมื่อต้องรับประทานข้าว หรืออาหาร

อายุ 8 -10 เดือน

ช่วงนี้เด็กน้อยจะเริ่มลุกนั่งได้เอง คลานได้ ยืนเกาะบางอย่างได้  ซึ่งจะกระตุ้นโดยการให้เด็กหยิบของเล่น หรือคลานตามไปหยิบของเล่น แต่ควรตรวจดูเส้นทางด้วยว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ และเด็ก ๆ จะเริ่มหยิบของเข้าปาก ดังนั้นของเล่นจะต้องสะอาดและไม่มีสิ่งสกปรกอยู่บริเวณนั้น และนอกจากนี้ต้องให้กระตุ้นให้เด็กยืนเดาะลูกกรงเองได้

อายุ 10 -1 ขวบ

ช่วงนี้ เด็กจะเริ่มตั้งไข่ได้ เดินเกาะไปตามสิ่งของต่าง ๆภายในบ้าน ซึ่งผู้ปกครองจะต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กเดินหยิบสิ่งของทีเป็นอันตรายเข้าปาก และฝึกให้เด็ก ๆยืนด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเกาะราว หรือที่เกาะ

ในช่วงเด็กวันยแรกเกิดจนถึงวัย1 ขวบนั้น เด็กๆ จะต้องเรียนรู้ และมีพัฒนาการทางด้านสมอง ร่างกาย และความจำ ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องใส่ใจ  และให้ความสำคัญในการดูแลเด็ก ๆ ในช่วงวันยนี้มาก ๆ ซึ่งหากว่าช่วยกระตุ้นให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการทางด้านร่างกายดีแล้ว สมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย มีพัฒนาการในการเจริญเติบโตได้ดี ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นาอย่างสมบูรณ์แข็งแรง พัฒนาการทางด้านนร่างกายและสติปัญญาก็เป็นเลิศด้วย