หมวดหมู่: แม่และเด็ก

อาหารกระตุ้นสมองลูกน้อย

No Comments

การกินอาหารที่มีโภชนาการสูงตรงตามวัยจะ ทำให้สมองของลูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
และเมื่อพูดถึงอาหารเสริมสำหรับเด็กหรือทารกน้อย ก็จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการที่จะค่อยๆ
ฝึกให้ลูกน้อยรับประทานอาหารเสริมอย่างถูกต้อง
เพื่อเขาจะได้มีพัฒนาการด้านโภชนาการที่เหมาะสมเมื่อลูกน้อยเติบโตขึ้น
อาหารเสริมสำหรับเด็กก็คืออาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กแต่ละวัยนั่นเอง
อาหารเสริมที่ดีต่อพัฒนาการของลูก
-เนื้อปลา เเนื่องจากเนื้อสมองของคนเราประกอบไปด้วยไขมัน ดังนั้นจึงควร บำรุงด้วยไขมันชั้นดีอย่างเนื้อปลา
ปลาทู ปลาซาดีน ปลาแซลมอน โดยเฉพาะปลาแซลมอนที่อุดมไปด้วยกรดไขมัน มีโอเมก้า3 DHA และ EPA
ที่ช่วยในการสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง
ไข่ไก่ มีสังกะสีและธาตุเหล็ก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมองในไข่ 1 ฟองจะอุดมไปด้วยโปรตีน
ยิ่งตรงไข่แดงจะมีโปรตีนเยอะที่สุด ดังนั้นลูกควรได้รับประทานไข่อย่างน้อยวันละ 1ฟอง
-ถั่ว จะช่วยเรื่องเสริมความจำ และบำรุงสมอง และยังเป็นแหล่งอาหารสำคัญของโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต
-ไอโอดีน สำคัญกับการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งจำเป็นกับการเจริญเติบโตของร่างกาย และสมอง
ถ้าขาดหรือได้รับไม่เพียงพอจะมีผลต่อระดับสติปัญญามีใน อาหารทะเล สาหร่ายทะเล
-สังกะสี สำคัญสำหรับการส่งถ่ายข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย คือ เนื้อสัตว์
อาหารทะเล ถั่ว ฟักทอง
-อาหารเช้าก็สำคัญไม่แพ้กัน เด็กวัย 1-3 ปี เป็นวัยเรียนรู้ที่ต้องการพลังงานจากอาหาร เพื่อการเรียนรู้อย่างมาก
โดยเฉพาะพลังงานจากอาหารมื้อเช้า เพราะช่วงเวลาจากมื้อเย็นถึงเช้าวันใหม่ค่อนข้างยาว
และสมองเป็นอวัยวะส่วนที่ต้องการพลังงานสูงในการทำงาน มื้อเช้าจึงเป็นมื้อสำคัญสำหรับเด็กๆ ที่ไม่ควรละเลย
-เนย เพราะว่าเนยมีสารอาหารที่จะช่วยบำรุงสมองและเพิ่มความจำ และยังต่อต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วยค่ะ
กินอย่างไรให้ฉลาด
1.อาหารเสริมสมองอย่างแรกที่ต้องให้ลูกก็คือนมแม่ เพราะในนั้นครบถ้วนทั้งสารอาหารเสริมสมอง
อีกทั้งภูมิ
ต้านทานมากมายที่อาหารชนิดไหนก็เทียบไม่ได้เลย
2.เมื่อถึงวัยอาหารเสริม ต้องเลือกอาหารที่มีประโยชน์เหมาะสมตามวัย ทั้งชนิดและลักษณะอาหาร
เพิ่อให้ลูกคุ้น
ชินกับอาหารอื่นนอกจากนม
3.เมื่อถึงวัย 1 ปีขึ้นไป เป็นวัยเรียนรู้อย่างมากมาย ที่สามารถปลูกฝังเรื่องต่างๆ
ให้เป็นนิสัยไปจนโตได้ตั้งแต่วัยนี้
รวมทั้งเรื่องการกิน ควรจัดอาหารให้ลูกได้เรียนรู้รสชาติ รูปแบบ
พร้อมเป็นต้นแบบในการรู้จักเลือกกินอาหารที่ดีมี
ประโยชน์ ถ้าเด็กฉลาดในการกินแล้ว สิ่งที่จะได้ตามมาย่อมมีมากกว่าความฉลาดอย่างแน่นอน…

อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 6

No Comments

พัฒนาการทารกในครรภ์
*
ตอนนี้ลูกมีความสูงประมาณ มม. มีขนาดเท่ากับลูกอ๊อดตัวเล็ก
*
หัวใจเริ่มเต้นประมาณ 100–130 ครั้งต่อนาที เลือดเริ่มไหลเวียน
*
ปุ่มเล็กที่จะกลายเป็นแขนขาเริ่มเป็นรูปร่าง และ
*
สามารถตรวจคลื่นสมองได้ตั้งแต่วันที่ 40 เนื้อเยื่อสมองเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
*
ตาก็จะเริ่มเป็นรูปร่างและเริ่มมีสีคล้ำขึ้น

เตรียมพร้อมร่างกายของคุณ
ในช่วงแรกที่ตั้งครรภ์ สิ่งสำคัญก็คือคุณแม่ต้องทานกรดโฟลิคเสริม
เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกจะมีท่อประสาทบกพร่อง เช่น ภาวะเยื่อหุ้มไขสันหลังปิดไม่สนิท
หรือที่เรียกว่า Spina bifida ตอนนี้แม่อาจเริ่มรู้สึกคลื่นไส้เมื่อฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น 
ควรจะกินอาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้งและอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ 
การกินแครกเกอร์หรือขนมปังกรอบทีละนิดก่อนลุกจากที่นอนในตอนเช้าก็อาจช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้

พัฒนาการทารกวัยแรกเกิด

No Comments

คุณพ่อคุณแม่สามารถติดตามพัฒนาการทารก และเรียนรู้วิธีการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้ง่ายๆดังต่อไปนี้
พัฒนาการทารกแรกเกิด ทารก 2-3 อาทิตย์แรก
ตอนอาทิตย์แรกหลังจากที่ลูกน้อยเกิดมาเป็นเวลาที่ลูกต้องปรับตัวและก็ทำความคุ้นเคยกับโลกใหม่

มีปฏิกิริยาสะท้อนกลับตามธรรมชาติ
พัฒนาการทารกเกิดขึ้นมากับปฏิกิริยาสะท้อนกลับตามธรรมชาติ
ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่การมองเห็นจะดีขึ้นและก็กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น 
ลูกจะกำมือแน่นเมื่อใส่ของในมือและจะหันไปหาทันทีเมื่อถูกเขี่ยที่แก้ม 
รวมทั้งจะดูดของที่เข้าไปในปาก

วิธีสื่อสาร
วิธีหลักของความเจริญทารกในช่วงนี้ก็คือ การร้องไห้ 
ยิ่งคุณตอบสนองลูกเร็วมากแค่ไหน ก็ยิ่งเป็นการสร้างความแน่ใจให้ลูก
ว่ามีคนรับฟังและใส่ใจดูแลอยู่ ทำให้ทารกรู้สึกมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น 
แล้วไม่นานคุณก็จะเรียนรู้เองว่าลูกร้องไห้เพราะเหตุใด

การมองเห็น
พัฒนาการทารกแรกเกิดยังมองเห็นได้ไม่ชัดนัก 
โดยสามารถเห็นได้ในระยะ 8-10 นิ้ว 
หรือช่วงห่างระหว่างสายตาลูกกับใบหน้าแม่ขณะอุ้มให้นมลูก 
แล้วก็ต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน 
สายตาก็เลยจะพัฒนาต่อได้เต็มที่จนถึงสามารถมองเห็นความลึกของวัตถุและมองเห็นสีสันต่างๆได้

การนวดสัมผัสทารกแรกเกิด
การนวดสัมผัสเป็นวิธีที่ดีมากในการช่วยให้ลูกน้อยทารกของคุณผ่อนคลาย 
ทั้งยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ทางใจระหว่างคุณกับลูก 
เริ่มด้วยการนวดเบาๆอย่างสุภาพ 
ลูกจะแสดงอาการให้ท่านรู้หากรู้สึกไม่สบายตัว

ส่วนใหญ่ลูกมักจะผลอยหลับไประหว่างการนวดหรือเมื่อนวดเสร็จ 
ดังนั้น จึงเหมาะที่จะนวดให้ลูกก่อนเวลานอนหรือหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ
ควรจะใช้แต่น้ำมันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติเพราะลูกอาจเผลอกลืนน้ำมันเข้าไปได้ 
เช่น น้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 
ซึ่งปลอดภัยและอ่อนโยนสำหรับผิวทารกและที่สำคัญเป็นน้ำมันที่ใช้รับประทานได้

“โรคอ้วน” ภัยร้ายและผลข้างเคียงสำหรับลูกน้อย

No Comments

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าการปล่อยให้ลูกน้อยอ้วนเกินพอดี
เป็นการก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านร่างกาย และก็สภาพจิตของลูกในระยะยาวได้
มาดูกันว่าโรคอ้วนเปรียบเหมือนภัยร้ายที่ทำลายชีวิตลูกรักของคุณพ่อคุณแม่อย่างไรบ้าง
โรคอ้วนเป็นภาวะผิดปกติในระยะยาว
เซลล์ไขมันภายในร่างกายจะมีช่วงที่เจริญเติบโตอยู่สองช่วงคือวัยเด็กและวัยรุ่น
การมีจำนวนเซลล์ไขมันสะสมมากในวัยเด็ก จะทำให้การลดน้ำหนักตัวในวัยผู้ใหญ่ทำได้ยากมากยิ่งขึ้น
และยังมีแนวโน้มสูงมากๆที่เด็กน้อยจะเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีภาวะน้ำหนักเกินต่อไปค่ะ
ปัญหาน้ำหนักตัวในวัยเด็กยังก่อให้เกิดปัญหาทั้งร่างกายและจิตใจดังนี้ค่ะ

ปัญหาของเด็กน้ำหนักเกิน
เด็กอ้วนชอบมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจในตนเอง เกิดปัญหาในการเข้าสังคม รู้สึกโดดเดี่ยว
ซึ่งในบางกรณีความไม่มั่นใจเล็กๆน้อยๆอาจค่อยๆสะสมเป็นปมปัญหา
จนถึงกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้นะคะ ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านจิตวิทยาที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอ้วนจะต้องสังเกต
แล้วก็คอยให้กำลังใจ หรือหาทางออกให้ลูกคลายปัญหาวิตก และคลายความเครียดทางใจนะคะ
ปัญหาทางสุขภาพร่างกายหลายๆอย่างก็อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุของความอ้วน
เนื่องจากเด็กโรคอ้วนมีไขมันสะสมในร่างกายสูง ทำให้การทำงานในการหายใจเพิ่มขึ้น
ก็เลยส่งผลให้มีสมรรถภาพปอดลดลง
อาจเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น หรือเป็นโรคหอบหืด
น้ำหนักเกินยังทำให้ร่างกายมีโอกาสได้รับบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น เช่น เกิดอาการข้อต่อเจ็บ
หรือการเจ็บกระดูก หรือกล้ามเนื้อ เพราะข้อเข่าและก็ข้อเท้าต้องรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป
ส่วนมากการมีน้ำหนักเกิน มักจะมาพร้อมๆกับโรคอื่นๆด้วย เช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือด
เด็กโรคอ้วนมักมีความดันเลือดสูง โดยเฉพาะเด็กที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อย
แล้วก็ความดัน เลือดสูงสัมพันธ์กับมวลไขมันอย่างมีนัยสำคัญ และมักเป็นโรคเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อ
และก็เมตาบอลิซึม เพราะพบระดับอินซูลินในเลือดสูง เกิดภาวะต่อต้านอินซูลิน
โดยพบมากขึ้นตามความรุนแรงของโรคอ้วน และนำไปสู่เบาหวานประเภทที่ 2 ในเด็กแล้วก็วัยรุ่นมากขึ้น
คุณพ่อคุณแม่ทราบถึงผลกระทบระยะยาวจากโรคอ้วนต่อลูกรักดังนี้แล้ว
จึงควรพยายามหัดนิสัยการรับประทาน และปรับพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนให้ลูกตั้งแต่ยังเด็กนะคะ
เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาต้องมาทนทรมานกับโรคอ้วนเมื่อเติบโตขึ้นไปค่ะ…

10 วิธีเสริมสร้างพัฒนาการเรียนรู้ของลูก

No Comments

วัยเด็กมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น พบกับ 10 เคล็ดลับกระบวนการเสริมพัฒนาการศึกษา
ของลูกคุณที่เหมาะสมทั้งด้านอารมณ์และก็ร่างกายของเด็กวัยนี้
1. 
ความรัก
ลูกต้องการความรักจากคุณ แต่ว่าไม่ใช่การตามใจลูกทุกครั้งที่ลูกร้องไห้
สิ่งที่คุณแม่ควรจะปฎิบัติ สอนให้ลูกเข้าใจว่าการร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจ 
หรือการร้องไห้เพื่อได้สิ่งของที่ต้องการ แบบไหนเหมาะสม 
และสอนให้เขาทราบว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่ลูกร้องไห้แล้วจะได้ทุกอย่างเสมอ 
เพื่อให้เขาเข้าใจเหตุผลและไม่เกิดความเครียดค่ะ

2. พูดคุย
หมั่นสนทนากับลูกบ่อยๆไม่ใช้ภาษาแบบเด็ก ควรจะใช้คำง่ายๆปกติ 
แต่สื่อความหมายที่เข้าใจได้ เช่น ทานข้าวนะคะ ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
สิ่งที่คุณแม่ควรปฎิบัติ พูดกับลูกโดยใช้ภาษาที่คุณถนัดที่สุดและใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย 
และก็อย่าประเมินเรื่องการได้ยินของลูกต่ำไป 
ลูกจะรู้สึกสนุกสนานแล้วก็พยายามทำความเข้าใจในคำพูดหรือท่าทางที่คุณแสดงออกมาค่ะ

3. สัมผัส
การสัมผัสช่วยกระตุ้นความรู้สึกต่างๆของลูกรวมทั้งการเรียน 
อีกทั้งมีส่วนช่วยให้ลูกรู้สึกอุ่นใจรวมทั้งไม่เป็นอันตรายมากขึ้นด้วย 
สิ่งที่แม่ควรจะปฎิบัติ พยายามสัมผัสโดยการโอบกอด หอม จับมือ 
แม่อาจนวดตัวให้ลูกทั่วร่างกายหลังอาบน้ำให้ลูกพร้อมพูดคุยเรื่องต่างไปด้วยค่ะ

4. เลียนแบบ
ลูกจะสนใจมองหน้าคุณเป็นพิเศษ เด็กแรกเกิดจะจ้องตาคุณและก็พยายามเลียนแบบท่าทางของคุณ 
อย่างเช่น การยิ้มหรือการทำหน้าหงุดหงิด
สิ่งที่คุณแม่ควรปฎิบัติ ให้กำลังใจและให้ลูกทำหน้าตาท่าทางเหมือนคุณ 
เช่น ยิ้ม จ้อง หัวเราะ ทำหน้าดุ แลบลิ้น เพื่อช่วยบริหารใบหน้าลูกด้วย 

5. ประสบการณ์
พยายามให้ลูกได้พบเจอและมีส่วนร่วมในสถานการณ์ต่างๆรอบๆตัวเพื่อช่วยเพิ่มทักษะในการเรียนรู้
สิ่งที่แม่ควรจะหลีกเลี่ยง การปล่อยให้ลูกดูทีวีไปเรื่อยๆ
ไม่ใช่สิ่งที่ช่วยเพิ่มพูนทักษะได้ แต่การให้ลูกได้ออกไปพบเจอสิ่งต่างๆ
ในโลกภายนอกที่เป็นของจริงจะช่วยทำให้ลูกทำความเข้าใจได้ดีมากยิ่งกว่าค่ะ

6. สำรวจ
ส่งเสริมให้ลูกเป็นนักสำรวจได้ด้วยการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม 
มีพื้นที่เป็นของตนเองให้ลูกได้ทำกิจกรรมการค้นหา เช่น ห้องนั่งเล่น
สิ่งที่คุณแม่ควรจะปฎิบัติ ควรวางสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายให้ห่างจากลูกเยอะที่สุด 
เก็บสายไฟหรือปลั๊กให้พ้นมือลูก รวมทั้งเลือกของเด็กเล่นที่ปลอดภัยแล้วก็เหมาะสมกับวัยของลูก

7. การอ่าน
เสริมทักษะการอ่านให้ลูกง่ายๆด้วยการอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่วัยเด็ก 
ลูกอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณเล่า แต่จะรู้สึกสนุกและมีส่วนร่วมกับเสียงหรือท่าทางต่างๆของคุณ 
รวมทั้งภาพประกอบในหนังสือหรือนิทานนั้น
สิ่งที่คุณแม่ควรจะปฎิบัติ ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกหนังสือหรือนิทาน
หนังสือนิทานแบบป๊อบอัพหรือแบบที่มีพื้นผิวให้สัมผัส สามารถเรียกความสนใจจากลูกได้

8. ดนตรี
การร้องเพลงหรือเล่นดนตรีให้ลูกฟังส่งผลดีต่อพัฒนาการทางสมองของลูก 
โดยยิ่งไปกว่านั้นเพลงที่มีจังหวะสม่ำเสมอ
สิ่งที่คุณแม่ควรจะปฎิบัติ ลองเขียนเพลงขึ้นใหม่ อาจเป็นเพลงง่ายๆสบาย
เนื้อร้องที่สนุกหรือล้อเลียนเพื่อให้คุณและก็ลูกได้มีเวลาแห่งความสนุกด้วยกัน 
หรือเปิดเพลงเวลาทำกิจกรรมต่างๆได้แก่ เพลงช้าๆเวลาป้อนอาหาร หรือเพลงสนุกเวลาเล่นกับลูก

9. กิจกรรมหรือการละเล่น
การเล่น คือการทำงาน คือความสนุก นั่นเป็นสิ่งที่ลูกเรียนรู้ 
กิจกรรมและก็การเล่นช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆให้กับลูกได้
สิ่งที่แม่ควรจะปฎิบัติ ลองใช้อุปกรณ์ที่เน้นด้านกราฟฟิค เช่น การ์ดสีสันต่างๆ
เพื่อดึงดูดความสนใจและเป็นการฝึกทักษะการเอาใจใส่ไปในตัว 
แล้วก็อย่าลืมอธิบายสีและรูปภาพต่างๆเพื่อลูกได้เรียนรู้ไปด้วย

10. คำชม
ให้กำลังใจหรือคำชมเชยเมื่อลูกทำสิ่งที่ถูกต้อง แล้วก็ให้ลูกได้ศึกษาและก็สำรวจในสิ่งที่เขาถูกใจ
สิ่งที่แม่ควรปฎิบัติ ให้กำลังใจลูก เช่น หนูทำได้นะคะ” หรือ เก่งมากค่ะ
ในเวลาที่ลูกทำสำเร็จ และใส่ใจในกิจกรรมที่ลูกทำเพื่อให้เขาไม่รู้สึกกังวลและให้รางวัลตอบแทนเป็นบางครั้ง

คุณแม่ช่วงให้นม ห้ามลดน้ำหนักจริงหรือ

No Comments

โภชนาการสำหรับแม่ตอนให้นมลูกนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ
ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเลยนะคะ ของกินที่แม่ทานควรมีความหลากหลายครบทั้ง 5 หมู่
มีความสมดุล แล้วก็มีจำนวนที่พอเพียงเหมาะสมค่ะ แน่นอน คุณแม่ระยะให้นมลูกต้องแน่ใจว่า
แม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ซึ่งต้องการประมาณ 40 ชนิดเลยนะคะ
เพื่อเสริมสุขภาพคุณแม่ให้แข็งแรงพอสำหรับเลี้ยงดูทารกน้อยด้วยนมจากอก
เป้าหมายสำคัญของแม่ก็คือ เพื่อการเติบโตอย่างสมบูรณ์ของลูกน้อยนั่นเอง
นอกจากการได้รับสารอาหารอย่างสมดุล โดยไม่งดเว้นอาหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ยกเว้นหากลูกมีอาการแพ้ของกินแม่จำเป็นต้องใส่ใจกับปริมาณการกินเพื่อได้พลังงานมากเพียงพอด้วยนะคะ
เนื่องด้วยช่วงการให้นมนั้น แม่จะมีความต้องการพลังงานมากขึ้นเพื่อช่วยสร้างน้ำนม
โดยความต้องการพลังงานนั้นเพิ่มขึ้นประมาณ 31% ค่ะ และยังเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณแม่ต้องเริ่มสะสมสารอาหารใหม่อีกครั้ง
เพราะได้ใช้สารอาหารที่สะสมไว้ระหว่างการตั้งครรภ์หมดไปแล้วค่ะ
ช่วงนี้จึงไม่ใช่เวลาที่แม่จะเริ่มควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดเพื่อลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์นะคะ
แม่จำเป็นต้องกินอาหารบำรุงสุขภาพในช่วงตอนนี้อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เพื่อมั่นใจว่าคุณแม่ได้รับพลังงานและสารอาหารจำเป็นอย่างเพียงพอสำหรับการดูแลสุขภาพร่างกายของคุณแม่เองให้แข็งแรง
และกระปรี้กระเปร่า เพื่อพร้อมให้น้ำนมลูกน้อยค่ะ ซึ่งจะทำให้น้ำนมของคุณแม่สามารถผลิตออกมาได้อย่างเพียงพอ
มาดูตัวอย่างแผนการรับประทานอาหารใน 1 วัน ที่ให้พลังงานพอเหมาะดูนะคะ
โดยธรรมดาสิ่งที่ต้องการอาหารเพื่อสร้างพลังงานสำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูกเพิ่มขึ้น 500 กิโลแคลอรี
นั่นคือ ประมาณ 2,250กิโลแคลอรี่ โดยควรจะมีสารอาหารจำเป็นสำหรับคุณแม่ระยะให้นม ดังนี้ค่ะ
ตัวอย่างประเภทอาหารและปริมาณที่ผู้หญิงให้นมบุตรควรจะบริโภคใน 1 วัน
1.ข้าว-แป้ง 10 ทัพพี
2.เนื้อสัตว์ต่างๆ14 ช้อนกินข้าว
3.ผักใบเขียวและผักอื่นๆ6 ทัพพี
4.ผลไม้ต่างๆ6 ส่วน
5.นมพร่องมันเนย 2 แก้ว
6.ไขมัน 6 ช้อนชา
7.น้ำตาล 5 ช้อนชา…

มารู้จักวิธีเลี้ยงทารกแบบให้หยิบกินเองกันเถอะ!

No Comments

หลายท่านอาจจะเคยเห็นวิธีการเลี้ยงทารกของเหล่าแม่ ๆ
ที่เปิดโอกาสให้ลูกของเขาหยิบอาหารเข้าปากเอง ซึ่งเรียกว่า Baby led weaning
หรือ BLW และวิธีนี้เริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้น
ผู้ปกครองหลายท่านให้ความสนใจศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้กับลูก ๆของตน
การให้ทารกหยิบจับอาหารด้วยตนเองนั้นเป็นการให้ทารกรู้จักอาหารที่เป็น
ของแข็งวิธีหนึ่ง แทนที่คุณพ่อคุณแม่จะป้อนอาหารบดด้วยช้อน
ทารกจะได้รับการส่งเสริมให้หยิบจับอาหารนุ่ม ๆ
เคี้ยวง่ายเข้าปากด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่ช่วยเหลือแต่อย่างใด
ซึ่งจุดประสงค์ของการให้ทารกหยิบอาหารกินเองคือให้ลูกสามารถกินโดยปราศจากการควบคุม
ทารกในวัยหกเดือนก็สามารถตัดสินใจเองได้แล้วว่าจะกินอะไร เมื่อไหร่และมากแค่ไหน
สำหรับประโยชน์ของการเลี้ยงทารกด้วยวิธี BLW มีดังนี้ คือเด็กมักจะไม่เลือกกิน
สามารถกินทุกอย่างที่วางตรงหน้าไม่ว่าอาหารนั้นจะมีรูปร่าง-
เนื้อสัมผัสแบบใดก็ตาม มีความอยากกินอาหารด้วยตัวเอง รวมถึงกินผัก-ผลไม้ง่ายขึ้น
การได้หยิบจับของด้วยตนเองของทารกจะส่งเสริมการประสานงานกันระหว่างมือและสายตาในการมองวัตถุต่าง ๆ
ความสามารถในการหยิบจับก็จะพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วกว่าเนื่องจากต้อง
หยิบจับอาหารกินเอง เมื่อเด็กสามารถกินอาหารนุ่ม ๆ ส่วนมากได้แล้ว
ลูกก็จะสามารถร่วมโต๊ะกับสมาชิกในครอบครัวได้
ในช่วงแรก ๆ ของการปล่อยให้ลูกหยิบอาหารกินเองนั้น
คุณพ่อคุณแม่อาจพบว่าอาหารส่วนมากที่ลูกหยิบจับจะไม่เข้าปาก
แต่จะหล่นลงพื้นเลอะเทอะ เรื่องนี้ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ
คนกังวลใจมากว่าลูกของตัวเองจะไม่ได้รับพลังงานและสารอาหารมากเพียง
พอ อันที่จริงแล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องตระหนกไป เมื่อลูกรู้จักปรับตัว
ในขณะที่ความต้องการอาหารเพิ่มมากขึ้น การกินก็จะเพิ่มขึ้นตาม
เนื่องจากลูกเองก็ยังคงดื่มนมอยู่
คุณจึงไม่จำเป็นต้องกลัวเรื่องภาวะทุพโภชนาการ หรือขาดสารอาหารเลย
สำหรับคำถามที่ผู้ปกครองคาใจเกี่ยวกับปัญหาอาหารที่จะไปติดคอหรือสำลักนั้น
ผู้สนับสนุนแนวคิดการปล่อยให้ลูกหยิบอาหารกินเอง
อ้างว่าแทบจะไม่มีทารกประสบอุบัติเหตุที่เกิดจากหยิบอาหารกินเองเลย
เพราะทารกที่สามารถนั่งได้ด้วยตัวเองจะสามารถจัดการกับอาหารขนาดพอดีคำได้ในปาก
และยังแนะนำอีกว่ามันไม่มีอะไรต้องกังวลเลยเรื่องอาหารติดคอ
ตราบเท่าที่คุณพ่อคุณแม่ระมัดระวังเฝ้าดูลูกขณะกิน
ดังนั้นหากคุณต้องการนำแนวทางนี้ไปใช้
ขอให้ศึกษาและปฏิบัติตามพื้นฐานความปลอดภัย อยู่ใกล้ ๆ
ลูกน้อยในช่วงมื้ออาหารของเค้า
เมื่อตัดสินใจจะเลี้ยงทารกด้วยวิธีนี้คุณอาจเริ่มจากนำอาหารมาให้ลูก
แต่คุณห้ามป้อนให้หรือหลีกเลี่ยงการป้อนให้ได้มากที่สุด ในช่วงวันแรก ๆ
ของการปล่อยให้ลูกหยิบอาหารกินเอง
พยายามแนะนำให้ลูกได้รู้จักกับอาหารนานาชนิดที่มีรสสัมผัสต่างกัน เช่น
แครอทบด ผักนึ่ง และกล้วยหั่นชิ้น ในระยะเวลาราวหนึ่งเดือนต่อมา
ลูกจะสามารถเริ่มกินอาหารแบบเดียวกันกับที่คนทั้งครอบครัวกิน
คุณแค่ตรวจสอบหน่อยก็แล้วกันว่าอาหารนั้นไม่เผ็ด หรือว่าหยาบเกินไปเช่น เนื้อ เป็นต้น…

ท่าออกกำลังกายดีๆ สำหรับสตรีตั้งครรภ์

No Comments

การออกกำลังกายสำหรับคนท้องสามารถทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์สามเดือนเป็นต้นไป
ในช่วงระยะเวลาแห่งการตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณแม่ต้องการการบำรุงและดูแลเป็นพิเศษ
ซึ่งนอกจากจะต้องบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่มีประโยชน์แล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญนั่นก็คือการออกกำลังกาย
เพราะเป็นวิธีที่จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย
ช่วยลดอาการปวดเมื่อย เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง พร้อมที่จะแบกน้ำหนักครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้น
ทั้งยังมีส่วนช่วยให้คุณแม่คลอดง่าย ที่สำคัญยังทำให้รูปร่างของคุณแม่ตั้งครรภ์ฟิตแอนด์เฟิร์ม ไม่อ้วนง่าย
และยังช่วยให้คุณแม่หลังคลอดกลับมามีหุ่นดีเหมือนเดิมได้ง่ายขึ้นอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายในช่วงตั้งครรภ์นี้
ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับช่วงอายุครรภ์ พร้อมกับออกกำลังกายอย่างระมัดระวัง ไม่หักโหมจนเกินไป
หรือควรออกกำลังกายในท่าทางที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักกายภาพบำบัด
นักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มีประสบการณ์ในการเทรนคุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นต้น
ซึ่งการบริหารที่ไม่เป็นอันตรายและสามารถทำได้สม่ำเสมอในทุกช่วงอายุครรภ์ คือ การฝึกบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอด
ช่วยให้กล้ามเนื้อช่องคลอดแข็งแรง เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1. บริหารกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและอุ้งเชิงกราน
เป็นท่าที่มีประโยชน์สำหรับการคลอด
เพราะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนล่างยืดขยายและมีความยืดหยุ่น
ทั้งยังช่วยลดอาการปวดหลังได้ดี โดยให้คุณแม่นอนหงายกับพื้น ชันเข่า
และแยกขาออกจากกันเล็กน้อย วางแขนทั้งสองข้างชิดลำตัว
สูดลมหายใจเข้า กลั้นไว้พร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา และหน้าท้อง
แล้วแอ่นหลังขึ้นโดยที่ไหล่กับสะโพกยังแนบติดพื้น หายใจออกช้า ๆ
พร้อมกับกดหลังให้ติดกับพื้นตามเดิม โดยให้ทำ 10 ครั้ง
2. ท่าบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอด อุ้งเชิงกราน และฝีเย็บ
เป็นท่าที่ช่วยให้ฝีเย็บยืดขยาย สามารถควบคุมได้ง่าย
คุณแม่สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่ขมิบและคลายกล้ามเนื้อรอบ ๆ
ช่องคลอด ทวารหนัก และช่องปัสสาวะ ในขณะที่ขมิบให้หายใจเข้า
และในขณะที่คลายให้หายใจออก โดยให้ทำ 20-30 ครั้ง
3. ท่านั่งแบะดึงข้อเท้า ให้คุณแม่นั่งหลังตรงอย่างสบาย ๆ
บนพื้นราบหรือบนหมอนนุ่ม ๆ เหยียดขาออกทั้งสองข้าง
เอื้อมมือจับข้อเท้าแต่ละข้างไว้ งอเข่า จับฝาเท้าทั้งสองมาชนกัน แล้วค่อย ๆ
ดึงข้อเท้าเข้าหาอุ้งเชิงกรานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แล้วค่อยแบะขาทั้งสองข้างให้กางออกอย่างช้า ๆ หัวเข่าก็จะลดต่ำลงเรื่อย ๆ
ตั้งสมาธิ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พุ่งลงไปยังอุ้งเชิงกราน
ในขณะเดียวกันก็ยืดตัวยกกระดูกสันหลังให้สูง ต่อจากนั้นก็หายใจออกช้า ๆ
ให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย โดยเฉพาะบริเวณไหล่และต้นคอ
(ในช่วงแรกคุณแม่อาจจะไม่สามารถดึงข้อเท้าเข้าหาอุ้งเชิงกรานได้อย่างใจ
คิด แต่คุณแม่ควรเริ่มฝึกด้วยการจับข้อเท้าให้ชิดกันห่างจากตัวประมาณ 1 ฟุต
ซึ่งการฝึกทุกวันจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวมากขึ้นและจะคล่องตัวในไม่ช้า)
4. ท่านั่งยอง ๆ หลังจากที่คุณแม่ได้ยืนตรง
โดยให้ขาทั้งสองข้างรับน้ำหนักตัวอย่างมั่นคงแล้ว ให้คุณแม่ค่อย ๆ
ย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ให้ได้ต่ำที่สุด จับมือสองข้างเกี่ยวกันไว้
ใช้ศอกดันตรงหัวเข่าให้กางออกช้า ๆ น้ำหนักจะพุ่งลงไปยังเท้าสองข้าง
คุณแม่จะนั่งยอง ๆ ในท่านี้ได้นานเท่าไรก็ได้ จนกว่าจะรู้สึกเหนื่อย
แล้วจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง หรืออาจโน้มตัวลงในท่าคุกเข่าก่อนแล้วค่อย ๆ ยืนขึ้นก็ได้…

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในหญิงตั้งครรภ์

No Comments

ปัจจุบันคุณแม่ตั้งครรภ์หันมาออกกำลังกันมากขึ้น
อาจจะหาความรู้จากในอินเตอร์เน็ต ปรึกษานักกายภาพบำบัด
หรือมีเทรนเนอร์ในการช่วยควบคุมดูแล
ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นการออกกำลังกายทุกประเภทย่อมมีข้อจำกัดแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
การฝึกควรทำภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญปรึกษาแพทย์
และทราบข้อจำกัดของตนเอง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
แต่หากคุณแม่มิได้มีข้อจำกัดในการออกกำลังกาย
และแพทย์ผู้ดูแลอนุญาตให้ฝึกได้ ก็จะเป็นมีประโยชน์หลายประการ ดังนี้
1. การออกกำลังกายที่ไม่หักโหมมากนักจะทำให้คุณแม่รู้สึกปลอดโปร่ง
สดชื่นสบายตัว มีท่าทางกระฉับกระเฉง
เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
ช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่หลัง และลดอาการเป็นตะคริวได้
2.ช่วยให้คุณแม่นอนหลับสบายและผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงาน
รวมถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอด
3. คุณแม่จะมีเรี่ยวแรงและพลังในการใช้ชีวิตในแต่ละวันเพิ่มขึ้น
เพราะการออกกำลังกายจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์
ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดี รวมทั้งทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเชิงกรานแข็งแรงยิ่งขึ้น
ช่วยเพิ่มพลังและความอดทนเมื่อต้องเจ็บครรภ์เป็นเวลานานและตอนเบ่งคลอด
4.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้
ดีขึ้น การขับถ่ายเป็นปกติ ท้องไม่ผูกหรือมีอาการท้องผูกลดน้อยลง
5. การออกกำลังช่วยให้ร่างกายสามารถเผาผลาญอาหารส่วนเกิน
ไขมันจึงไม่สะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมากนัก
จึงช่วยควบคุมน้ำหนักของคุณแม่มิให้เพิ่มมากขึ้นจนเกินไป
และทำให้คุณแม่สามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้นโดยไม่อ้วน
แต่ได้ประโยชน์กับลูกน้อย
6.คุณแม่ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระหว่างการตั้งครรภ์จะส่งผลดีต่อลูก
น้อยอย่างมาก เพราะในขณะที่ออกกำลังกาย
ระบบการไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น การถ่ายเทออกซิเจนไปสู่ลูกจึงดีขึ้น
ทำให้เจ้าตัวน้อยในท้องเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง
ในช่วงต้นของการออกกำลังกาย
ฮอร์โมนอะดรีนาลินที่หลั่งออกมาจะผ่านไปยังมดลูกในท้อง
ทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหมือนได้ออกกำลังกายไปพร้อม ๆ
คุณแม่ ส่วนสารแห่งความสุข (Endorphin)
ที่ได้รับจากการออกกำลังกายจะทำให้คุณแม่มีความสุขอยู่นานกว่า 8 ชั่วโมง
ลูกจึงมีความสุขไปพร้อมกับแม่ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ลูกน้อยยังสามารถทนต่อสภาพความเครียดที่เกิดขึ้นในระหว่างที่อยู่ในครรภ์และในระหว่างการคลอดได้ดี
ไขมันจะสะสมที่ตัวลูกไม่มากแม้น้ำหนักแรกคลอดของลูกอาจน้อยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับผิดปกติ
แต่จะส่งผลดีในระยะยาว คือ ช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะเด็กอ้วนในระยะ 5ขวบแรกได้ ซึ่งผลดีนี้อาจจะมีไปถึงช่วงที่โตเป็นผู้ใหญ่ด้วย
7.คุณแม่สามารถปรับตัวได้ดียิ่งขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระหว่างการตั้งครรภ์
8. คุณแม่จะมีความพร้อมในการคลอดมากขึ้น
ถ้ามีการบริหารร่างกายตลอดเวลาการตั้งครรภ์
9. คุณแม่ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมักจะคลอดบุตรง่ายเพราะจากการศึกษาพบว่า
คุณแม่ที่เป็นนักกีฬาจะคลอดบุตรได้ง่ายและสะดวกมากกว่าคุณแม่ทั่วไปที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
10. หลังคลอดร่างกายของคุณแม่จะฟื้นตัวกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็ว
ยิ่งถ้าคุณแม่สามารถบริหารร่างกายหลังคลอดด้วยแล้วรูปร่างก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เร็วยิ่งขึ้น…

สุดสัปดาห์นี้ พาเด็ก ๆ ไปเที่ยวที่ไหนดีนะ ตอนจบ

No Comments

ด้วยความที่สถานที่สำหรับเด็ก ๆ ที่มีในกรุงเทพนั้นมีมากมายตอนเดียวคงบรรยายไม่หมด
ในตอนต่อมานี้ก็ยังคงเป็นการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็กอีกครั้ง
ซึ่งสถานที่ที่แนะนำนี้นอกจากจะมอบความสนุกให้กับเด็ก ๆ แล้ว
ยังเป็นการร่วมกิจกรรมกันของครอบครัว ดีไม่ดีคุณพ่อ- คุณแม่อาจสนุกกว่าลูก ๆ ก็เป็นได้
5. Funarium – สุขุมวิท 26
Funarium สวนสนุกในร่มสำหรับเด็กที่สร้างขึ้นด้วยมาตรฐานระดับโลก
เป็น ที่เที่ยวสำหรับเด็ก 2018 ที่ภายในมีโซนน่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
โซนเด็กเล็ก ที่ออกแบบมาสำหรับเด็กจิ๋วจนถึงอายุ 4 ขวบ
มีสไลเดอร์ขนาดย่อมให้ได้สนุกกัน, โซนเด็กอายุ 4-13 ปี
จะมีความแอดเวนเจอร์ขึ้นมาหน่อย มีที่ปีนป่าย กระโดดโลดเต้น
และสไลเดอร์สุดสนุก, โซนกีฬา มีสนามบาส
สนามฟุตบอลขนาดย่อมให้น้องๆ ได้ขยับร่างกาย
แถมยังมีลานสเกตให้ได้ไถโรลเลอร์สเกตกันด้วย
นอกจากนี้ยังมีโซนสำหรับทำอาหารและงานศิลปะกันด้วย
หากหิวเมื่อไหร่ก็ฝากท้องไว้ที่ FUN CAFE’ ได้เลย
มีอาหารตกแต่งน่ารักบริการทั้งคุณผู้ปกครองและน้องๆ หลายเมนู
6. Lazgam – สุขุมวิท 22
Lazgam สนามยิงเลเซอร์สุดมันส์ที่จะ พาลูกเที่ยว ไปยังโลกอนาคต
เมื่อเข้าไปภายในสนามเลเซอร์ก็เตรียมสนุกกันได้เลย
วิธีการเล่นก็เพียงแค่ยิงเลเซอร์ใส่ฝ่ายตรงข้ามเราก็จะได้คะแนน
แต่ถ้าเราโดนยิงจะไม่สามารถยิงใครได้ 5 วินาที
ซึ่งในสนามจะมีลักษณะเป็นเขาวงกต เรียกว่าวิ่งเล่นกันมันส์แน่นอน
ภายในมีไอเท็มพิเศษตามจุดต่างๆ ด้วย เช่น หายตัวได้, แฝงตัวเป็นทีมอื่น
เป็นต้น เมื่อจบเกมก็จะมีแผ่นสรุปสกอร์ให้เก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
เป็นอีกที่เที่ยวที่สนุกและตื่นเต้น ที่นี่ให้น้องๆ ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไปเข้ามาเล่นเท่านั้น
7. FAM Playland – เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์
สวนสนุกในร่มที่จะเรียกให้น้องๆ ได้ขยับแข้งขา
พร้อมขุดจินตนาการแบบไร้ขีดจำกัด แบ่งออกเป็น 2 โซนคือ Physical activity
ที่มีสไลเดอร์หลากสไตล์ ให้น้องๆ
ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ปีนป่ายอย่างสนุกสนาน ไฮไลท์อยู่ที่ Airbag Freedrop
ที่จะให้น้องๆ พิชิตความกลัว กระโดดจากที่สูงประมาณ 3 เมตร
ลงมายังถุงยักษ์ นอกจากนี้ยังมีโซน Engagement activity ที่ให้น้องๆ
ได้ฝึกจินตนาการกับกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการต่อบล็อกเป็นหุ่นยนต์
หรือการสอนภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับการสร้างงานศิลปะ พาลูกเที่ยว
ที่นี่ครั้งเดียวได้ทั้งความสนุกและได้ฝึกทักษะหลากหลายแน่นอน
8. Sea life Paragon – สยามพารากอน
ท่องโลกใต้ท้องทะเลสุดมหัศจรรย์กันที่ Sea life Paragon
ทักทายกับหมึกยักษ์แปซิฟิกและปูแมงมุมยักษ์ที่ชอบหลบอยู่ในโขดหิน
จากนั้นไปตื่นเต้นกันที่โซน Shark Walk เดินผ่านกระจกใสบางๆ
ที่กั้นระหว่างเราและฉลามกว่า 5 สายพันธุ์! ตื่นตาไปกับโซน Coral Reef
กับปะการังหลากสีสัน พร้อมเข้าสู่โซนป่าดิบชื้น
ตะลึงไปกับปลาตัวยักษ์ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
สดใสไปกับเหล่าเพนกวินที่ยืนรอต้อนรับ และเดินทางเข้าสู่โลกทะเล
กับอุโมงค์น้ำที่สูงถึง 8 เมตรเลยทีเดียว
กิจกรรมไฮไลท์อยู่ที่การลงไปใกล้ชิดกับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลทั้งฉลาม
ปลากระเบน และปลานานาพันธุ์บนเรือท้องกระจกบางใส
สนุกกับการชมพนักงานให้อาหารสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด เป็น
ที่เที่ยวสำหรับเด็ก 2018 ที่จะให้น้องๆ ได้สัมผัสโลกใต้ทะเลอย่างแท้จริง…