หมวดหมู่: แม่และเด็ก

แนะนำอยากให้คุณแม่วัยทีนอยากแข็งแรงหุ่นซูเปอร์โมเดล

No Comments

ทั้งปกติแล้ว การเจริญเติบโตของร่างก่ายในแง่ความสูงจะหยุดลงเมื่ออายุ 18-20
(แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคน) จึงน่าลุ้นสำหรับคนที่คิดว่า ตัวเองยังอยากสูงอีก โดยทั้งหมดนี้คือ กิจกรรม 10 ประเภทที่จะช่วยได้
ด้วยการความเพิ่มยืดหยุ่นให้กับร่างกาย ซึ่งมีทั้งการเคลื่อนไหวขึ้น/ลงและเสริมความแข็งแรงได้ด้วย
1.โหนราวเหล็กหรือบาร์
หนึ่งในการออกกำลังกาย ซึ่งได้รับการยอมรับว่า ทำได้ไม่ยากและเห็นผลที่สุด
สำหรับการเพิ่มความสูง โดยการยืดกระดูกสันหลังที่บริเวณกระดูกอ่อน
2.บาสเก็ตบอล/กระโดดเชือก
กิจกรรมเหล่านี้ เหมาะกับคนอยากสูง เพราะเกี่ยวข้องกับการกระโดด
โดยจะช่วยเพิ่มเลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระดูกชิ้นยาวและเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อได้
3.การยืดร่างกายด้วยท่างู
นอนคว่ำให้เข่าติดพื้น จากนั้นดันร่างกายส่วนบนขึ้นด้วยแขน
โดยยืดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาประมาณ 15-20 วินาที โดยช่วยเพิ่มความสูงได้
4.การยืนแล้วโค้งตัวเตะพื้น
ทำได้ไม่ยาก ด้วยการยืนตัวตรงก่อน จากนั้นก็โค้งตัวลงไปให้มือแตะพื้น
โดยในระหว่างทำท่านี้ ต้องพยายามทำตัวให้ตรงเข้าไว้ และไม่งอ/พับเข่าด้วย
5.นอนหงายเพื่อยืดตัวสองทาง
นอนหงายกับพื้น ยกมือขึ้นเหนือหัว จากนั้นยืดแขนและขาพร้อมกัน ค้างไว้ 20วินาที
เพื่อเป็นการขยายร่างกาย โดยให้ฝึกทำ 2 – 3 เซ็ตต่อครั้ง
6.การยืนแล้วเหยียดตัวตรง
นี่เป็นลักษณะการยืนด้วยนิ้วเท้า โดยเขย่งตัวพร้อมชูแขนทั้งสองข้างให้สูงที่สุด
เพื่อยกร่างกายขึ้นไป ซึ่งจะช่วยยืดกระดูกสันหลัง
แถมเพิ่มระบบการหมุนเวียนเลือดไปยังส่วนล่างของร่างกาย
สำหรับท่านี้นั้นให้ทำค้างไว้ประมาณ 30 วินาทีต่อ 1 ยก
7.ยืดกระดูกขาด้วยท่าเตะ
ทำเพื่อเพิ่มความยาวส่วนล่างของร่างกาย
โดยแค่ยืนตัวตรงแล้วทำท่าเตะด้วยความกระชับกระเฉงจะสามารถช่วยเรื่องการยืดกระดูกอ่อนได้…

ท้องยากต้องทำอย่างไร

No Comments

แต่งงานมาก็หลายปี แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะได้เป็นพ่อคนแม่คน
ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบางครอบครัวที่ต้องการจะมีบุตรและ
พยายามทำทุกวิถีทางแล้วแต่ก็ยังแห้ว ดังนั้น เราจึงออกไปสรรหาสารพัดเคล็ดลับที่จะไม่ลับเพื่อมาแชร์กับคุณๆ
เผื่อว่านี่จะเป็นตัวช่วยสุดเจ๋งที่จะทำให้คุณมีเบบี๋ได้ในเร็ววัน
เคล็ดลับช่วยผู้มีบุตรยากให้มีลูกสมใจ
1.นับวันไข่ตกคลาดเคลื่อน วันไข่ตกอาจแตกต่างกันไปในผู้หญิงแต่ละคน ผู้หญิงหลายคนคำนวณวันไข่ตกในวันที่
14 หลังวันแรกของประจำเดือน เพราะรอบเดือนของผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในรอบ 28 วัน
2.สารหล่อลื่นที่มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์ม กรณีที่ใช้สารหล่อลื่น คุณควรตรวจเช็คคุณสมบัติว่า มีสารฆ่าสเปิร์มหรือไม่
3.สุขภาพไม่แข็งแรง เช่น น้ำหนักของคู่รักมากเกินไป หรือไม่รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
ซึ่งผู้มีบุตรยากควรรับประทานแต่สิ่งที่ดี เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว ฯลฯ เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพ
4.อายุของภรรยา จากการวิจัยพบว่า ผู้หญิงอายุ 25 ปี
ที่มีสามีอายุใกล้เคียงกันจะมีการตั้งครรภ์ได้ง่ายกว่าในช่วงอายุอื่นๆ คือใน 100 คู่ จะตั้งครรภ์ได้ 50 คู่ ภายในเวลา
5 เดือน, 75 คู่ในเวลา 10 เดือน และอายุที่มากขึ้น (กว่า 25 ปี) ทุกๆ 5 ปี จะต้องใช้เวลายาวขึ้นเกือบเท่า
ตัวในการตั้งครรภ์หมายถึงจะตั้งครรภ์ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้นนั่นเอง
5.กลุ่มผู้ชาย จะมีปัญหาในเรื่องของคุณภาพน้ำอสุจิจึงทำให้มีโอกาสมีลูกยาก โดยการวิจัยจากกลุ่มวัยรุ่นอายุ 19
ปีจำนวน 1,568 คน โดยการนับจำนวนอสุจิพบว่า ผู้ที่อ้วนจะมีจำนวนอสุจิลดลง 22% และมีความเข้มข้นลดลง
24% ขณะที่กลุ่มผู้หญิงมีรูปร่างอ้วนก็มักจะมีปัญหาประจำเดือนและการตกไข่ไม่ ปกติจึงทำให้มีบุตรยาก
เคล็ดลับช่วยผู้มีบุตรยาก ให้มีลูกสมใจด้วยการทานเพิ่มความฟิต
ถ้าจะว่ากันด้วยเรื่องของสารพัดวิธีช่วย ให้มีบุตร เราก็อาจเริ่มต้นจากพฤติกรรมการทาน
ซึ่งก็มีอาหารหลากหลายชนิดที่เชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมส่วนต่างๆ ให้คู่รักพร้อมสำหรับการจะมีลูก
สำหรับเพศชายให้เน้นอาหารที่มี โปรตีน สังกะสี แมงกานีส และเบต้าแคโรทีน
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของเสปิร์ม ส่วนเพศหญิงควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
ซึ่งจะส่งผลช่วยให้ไข่ตกและฮอร์โมนเป็นปกติ
เคล็ดลับช่วยผู้มีบุตรยาก ให้มีลูกสมใจด้วยการทานอาหาร
1. แครอทและแอปริคอท เนื่องจาก แครอทมีสารเบต้าแคโรทีนสูงที่เชื่อกันว่า
เบต้าแคโรทีนช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มและระดับฮอร์โมนเพศโปรเจสเตอโรน
ส่วนแอปริคอทมีสารเบต้าแคโรทีนและแมงกานีสสูง ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดถูกใช้ในการสร้างฮอร์โมน
2. กล้วยหอม กล้วย มีโปตัสเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท แถมยังมีวิตามินบี 6
ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างสารสื่อประสาทในสมองอีกด้วย
3. มะเดื่อ มะเดื่อ มีวิตามินบีชนิดไนอะซินสูง
ซึ่งวิตามินชนิดนี้ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในทุกส่วนของร่างกาย และมีแมกนีเซียมสูง
ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมน
4. หน่อไม้ฝรั่ง เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นแหล่งของไนอะซินช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
5. สัตว์ทะเล เช่น หอยนางรมมีแร่ธาตุสังกะสีที่สูง ซึ่งช่วยทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ดังนั้น
จึงเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ สังกะสียังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต่อมลูกหมากบวมอักเสบ
ซึ่งถ้าเกิดกับชายใดก็จะทำให้เกิดปัญหาทางเพศได้เช่นกัน
6. เลือกอาหารที่มีวิตามินบี 12 ซึ่งมีส่วนต่อการสร้างสารสื่อประสาทในสมองที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกทางเพศ
นอกจากเรื่องของอาหารการกินแล้ว
พวกไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการมีบุตรยากได้เช่นกัน โดยปัญหาของฝ่ายชาย
มักมากจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด ซึ่งส่งผลทำให้ตัวอสุจิมีจำนวนน้อยลงและไม่แข็งแรง
ทำให้อัตราการตั้งครรภ์ลดลง นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ก็ควรห่างเข้าไว้
เพราะสารนิโคตินอาจลดความรู้สึกทางเพศในชาย บรรดาสารเสพติด สารพิษ ควันเสียยาฆ่าแมลง ความเครียด
ขาดการออกกำลังกาย และอัณฑะถูกความร้อนบ่อยๆ (เช่นขี่มอเตอร์ไซค์ที่อานตากแดดจนร้อนโดยไม่หาอะไรรอง หรือ วางคอมพิวเตอร์แลปทอปไว้บนตัก แช่น้ำอุ่น
อบเซาน่า ฟฟฯลฯ) ก็ทำอาจทำให้โอกาสการมีบุตรลดลงเช่นกัน…

ปัญหาการกินสำหรับเด็กเป็นอย่างไร

No Comments

การกินอาหารสำหรับเด็กนั้นคือการให้สารอาหารแก่เด็กเพื่อให้เด็กมีการเจริญเติบโตที่เเข็งเเรงเเละเหมาะสมกับวัย
เด็กเล็กต้องมีผู้ใหญ่ป้อนส่วนเด็กโตรับประทานเองได้เเล้วเเละต้องคำนึงถึงสารอาหารที่เด็กควรจะได้รับแล้วเเละผู้ใหญ่ต้องเเนะนำ
การรับประทานอาหารสำหรับเด็กให้ดีปัญหาการกินของเด็กคือ กินยาก ไม่ยอมกินข้าว เบื่ออาหาร กินช้า อมข้าว ฯลฯ
เป็นปัญหาที่พบบ่อยเนื่องจากความไม่เข้าใจในพัฒนาการและธรรมชาติการกินของเด็ก
ในปัจจุบันพบปัญหาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆทำให้เกิดความเครียดต่อทั้งผู้ปกครองและเด็กได้อย่างมากเลยทีเดียว
และหากผู้ปกครองแก้ไขปัญหาไม่ถูกต้อง ปัญหานี้ก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและเด็ก
ดังนั้นจึงควรมีการป้องกันที่ดีและรีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวตั้งแต่เบื้องต้นกัน สำหรับปัญหาการกินในเด็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย
มีรายงานอุบัติการณ์ที่พบในเด็กปกติได้ร้อยละ20-50 และในเด็กพัฒนาการบกพร่องถึงร้อยละ70-89
แต่อุบัติการณ์จะแตกต่างกันขึ้นกับประชากรที่ทำการสำรวจและคำจำกัดความของปัญหาการกิน
เรื่องพัฒนาการด้านการกินของเด็กผู้ปกครองควรที่จะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการกินของเด็กแต่ละช่วงวัยในเเต่ละช่วง
พร้อมกับการฝึกฝนให้มีระเบียบวินัยในการกินอาหารให้เด็กได้มีพัฒนาการด้านการกิน
เด็กจะสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านร่างกายและสังคมของเด็กแต่ละช่วงวัย เด็กอายุ 12-36เดือนจะเริ่มกินอาหารที่มีลักษณะของเนื้ออาหารต่างๆกันได้มากขึ้น
การเคี้ยวมีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถดื่มน้ำจากแก้วปากกว้างได้
หลังจากอายุ 36เดือนเด็กจะกินอาหารแข็งได้เหมือนผู้ใหญ่และดื่มน้ำและนมจากแก้วได้
ผู้ปกครองต้องมีบทบาทในการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกินอาหาร ผู้เลี้ยงดูเด็กต้องรับผิดชอบด้าน
การเลือกชนิดอาหารให้เด็ก กำหนดกิจวัตรประจำวันในการกินอาหาร เเละจัดสิ่งแวดล้อมในการกินอาหารให้ดี
การป้องกันปัญหาการกินในเด็กมีหลายอย่างเรื่องของปัญหาการกินในเด็กสามารถป้องกันได้ด้วยการฝึกหัดให้เด็กมีสุขนิสัยการกินที่ดีตั้งแต่แรก
โดยการฝึกฝนให้เด็กมีระเบียบวินัยของตัวเอง ให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆตามวัย
และรับผิดชอบในการกินอาหารของตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่ความรับผิดชอบต่อตนเองในเรื่องอื่นๆต่อไป
ต้องให้ข้อแนะนำซึ่งสามารถแนะนำตั้งแต่เด็กอายุ 15-18 เดือน อาทิ การจัดเวลาอาหารให้สมาชิกทุกคนในบ้านนั่งร่วมโต๊ะพร้อมกัน
ไม่เปิดโทรทัศน์ระหว่างรับประทาน,กำหนดเวลาการกินอาหารไม่ให้นานเกินไปไม่ควรเกิน 30นาที,กำหนดกฎเกณฑ์สำหรับมื้ออาหารให้เด็กปฏิบัติ เช่น นั่งอยู่บนเก้าอี้จนอิ่ม
ใช้ช้อนตักอาหาร ห้ามบ้วนอาหาร, บอกเด็กให้ทราบกฎเกณฑ์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ทุกครั้งที่เริ่มมื้ออาหาร จนกว่าเด็กจะสามารถปฏิบัติตามได้อย่างสม่ำเสมอ
การตักอาหารให้เด็กในปริมาณแต่น้อยที่เด็กจะกินได้หมด
แล้วค่อยตักเติมใหม่หลังจากกินหมด,ให้เด็กมีส่วนร่วมในการสนทนาด้วย
เวลาอาหารควรเป็นเวลาที่พูดแต่เรื่องดีๆพูดชื่นชมเด็กถึงความดีที่เขาได้ทำ,ชมเด็กเมื่อปฏิบัติได้ตามกฎที่ตั้งไว้อย่างนี้เป็นต้น
เเละสาเหตุของปัญหาการกินในเด็กมีอะไรบ้างอย่างเเรกคือการให้อาหารตามตารางมากกว่าตามความต้องการของเด็ก, ดื่มน้ำผลไม้
น้ำหวานหรือขนมมากเกินไประหว่างมื้ออาหาร,มีผู้ดูแลหลายคนทำให้ไม่มีความสม่ำเสมอในการให้อาหาร,เรื่องของสถานที่กินอาหารไม่เหมาะสม เช่น
หน้าโทรทัศน์ เกมคอมพิวเตอร์ทำให้เด็กเสียสมาธิ เป็นต้น
เราต้องปรับเรื่องการรับประทานอาหารของเด็กในบ้านให้เด็กสามารถรับประทานอาหารตรงตามที่กำหนดไว้เพื่อการเจริญเติบโตของเด็กที่ต้องสมวัยของเขานั้นเอง…

พฤติกรรมในเด็ก

No Comments

การไม่มีสมาธิ ไม่อยู่นิ่ง มีพฤติกรรมก้าวร้าว และควบคุมตนเองไม่ได้
เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เกิดจากการขาดสมาธิในการจดจ่อตั้งใจทำสิ่งใดให้ สำเร็จ ขี้ลืม
ไม่ใส่ใจคำสั่ง อยู่ไม่นิ่ง ไม่ชอบอยู่กับที่ ไม่อดทน หุนหันพลันแล่น โดยผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงอายุ 3-6 ปี
โดยอาการจะแสดงออกอย่างชัดเจนและวินิจฉัยได้ในช่วงอายุ 6-12 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องเริ่มเข้าโรงเรียน
ต้องทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เริ่มสื่อสารและเข้าสังคม
สาเหตุของการเกิดโรคสมาธิสั้นนั้นยังไม่ แน่ชัด พ่อแม่ที่มีลูกป่วยด้วยโรคดังกล่าวจึงไม่ควรโทษตัวเอง
เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคดังกล่าวและมีส่วนน้อยที่เป็นผลจาก การเลี้ยงดูของพ่อแม่
หลักฐานจากการวิจัยในปัจจุบันพบว่าความผิดปกติทางพันธุกรรมน่าจะเป็นสาเหตุหลัก
ความผิดปกติทางพันธุกรรม โรคสมาธิสั้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีนส์
เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีแนวโน้มที่จะมีญาติป่วยด้วยโรคดังกล่าวมากกกว่าคน ปกติประมาณ 4 เท่า
สภาพแวดล้อม มารดาที่สูบบุหรี่อาจมีผลทำให้บุตรในครรภ์ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น
เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนแก่บุตรในครรภ์ได้
สมองทำงานผิดปกติ ความผิดปกติทางสมองอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคสมาธิสั้นในเด็กจำนวนหนึ่ง
ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสกับเชื้อโรคบางชนิดหรือจากอุบัติเหตุ
อาการของโรคสมาธิสั้นที่เกิดขึ้นได้
1.เบื่อง่าย มักเปลี่ยนกิจกรรมทำบ่อยๆ ทำกิจกรรมเดิมไม่ได้นาน
2.ขาดความละเอียดรอบคอบ หลงลืมง่าย สะเพล่า
3.ทำงานไม่สำเร็จ ทำงานไม่เป็นระบบ มีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
4.ไม่ฟังเวลาพูดด้วย เข้าใจคำสั่งยาก
5.ฝันกลางวัน สับสนง่าย
6.มีปัญหาในการคิดและเข้าใจข้อมูล เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน
การแก้ไขปัญหาและรับมือกับเด็กสมาธิสั้น
1.เสริมสร้างทัศนคติที่ดี พ่อแม่ควรมีทัศนคติที่ดีและใจเย็นกับพฤติกรรมของลูก สามารถมองข้ามความผิดเล็กๆ
น้อยๆ และเชื่อมั่นว่าลูกสามารถพัฒนาและเรียนรู้ได้
2.มีกิจกรรมให้เล่นอย่างเป็นระบบ เด็กโรคสมาธิสั้นจะสามารถทำกิจกรรมต่างๆ
ให้สำเร็จลุล่วงได้หากมีการจัดตารางกิจกรรมและสถานที่ที่ชัดเจน พ่อแม่ควรจัดทุกอย่างให้เป็นระบบ
3.ตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจน พ่อแม่ควรตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจนให้เด็กเข้าใจและปฏิบัติตาม โดยมีการให้รางวัลเมื่อทำดี
และลงโทษเมื่อทำผิด ทั้งนี้พ่อแม่ต้องตระหนักว่าการให้คำชมและรางวัลถือเป็นการให้กำลังใจที่ดี
4.เลือกอาหารที่มีประโยชน์ พ่อแม่ควรเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกรับประทาน
โดยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการจะเสริมสร้างสุขภาพกายและ สุขภาพจิตที่ดี
อีกทั้งสามารถลดอาการของโรคสมาธิสั้นได้อีกด้วย…

เมื่อลูกน้อยต้องเข้าโรงเรียนอนุบาล จะมีวิธีเตรียมตัวอย่างไร

No Comments

สำหรับพ่อแม่มือใหม่ไม่ว่าวันใดวันหนึ่งก็ต้องส่งลูกน้อยเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาล
แน่นอนว่าย่อมต้องรู้สึกไม่คุ้นเคย ดังนั้นจะมีวิธีเตรียมตัวอย่างไรดีให้มันถูกต้อง
ก่อนอื่นเลยต้องเข้าใจก่อนว่าอาการประหม่า รู้สึกตื่นเต้นปนเครียดนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ
โดยเฉพาะก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลเป็นวันแรก เพราะว่ามันจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน
จากลูกน้อยที่เราเคยเจอหน้าอยู่ทุกวัน แล้วจู่ๆก็ต้องไปอยู่ห่างหน้าห่างตากันสักพัก
แต่ต้องยอมรับว่านี่จะช่วยพัฒนาการในตัวเด็ก เป็นเรื่องที่ดีต่ออะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งก่อนที่จะเข้าเรียนนั้นเราก็ต้องเตรียมพร้อมกันให้ดี
ในด้านของความรู้สึกของพ่อแม่แล้ว จะต้องปรับให้ได้โดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ไปส่งลูกเข้าโรงเรียน ก่อนจะจากกันมันอาจจะเศร้าๆ
แต่เราจะต้องไม่แสดงอาการเหล่านั้นให้ลูกเห็น เพราะจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกเศร้าตามไปด้วย ให้ไปส่งแล้วร่ำลากันแค่ตามสมควร
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ลูกก็จะเริ่มปรับตัวได้เองในวันก่อนเข้าเรียน ให้เราอธิบายถึงเหตุผลของการไปโรงเรียนให้ลูกฟังแบบคร่าวๆ
ไม่ต้องไปลงลึกในรายละเอียดมาก เพราะตัวเด็กคงไม่สามารถเข้าใจอะไรที่ซับซ้อนได้มากนัก
แค่บอกไปว่าการไปโรงเรียนจะได้พบเจอกับเพื่อนใหม่ๆ ได้เล่นของเล่นและทานขนมร่วมกับเพื่อนๆ
เป็นความสนุกที่แตกต่างออกไปจากตอนอยู่บ้าน ถ้ามีเวลาว่างร่วมกันช่วงก่อนเปิดเทอม
เราอาจจะพาลูกน้อยไปโรงเรียนเพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อนได้
ไปทำความรู้จักกับคุณครู เดินดูอาคารต่างๆ รวมถึงเครื่องเล่นที่มีอยู่ในโรงเรียน ตัวเด็กจะเกิดความคุ้นชิน
จากนั้นเมื่อถึงวันเปิดเทอมก็จะลดอาการประหม่าลงไปได้เยอะ กรณีที่ลูกน้อยยังคงกังวลว่าจะได้เจอกับพ่อแม่อีกครั้งเมื่อไหร่
ให้เรายืนยันเวลาที่จะไปรับให้แน่นอน ตัวเด็กอาจจะยังดูเวลาไม่เป็น
ก็ให้เราชี้ไปที่หมายเลขแทน เช่นบอกว่าเมื่อเข็มสั้นถึงเลข 3 แล้วก็จะมารับกลับบ้าน และในช่วงวันแรกๆ
ก็ควรที่จะต้องไปรับให้ตรงเวลาตามที่บอกเอาไว้จริงๆ เพราะถ้าทิ้งไว้นาน
เด็กจะกังวลว่าจะถูกทอดทิ้ง พาลให้ไม่อยากไปโรงเรียนในวันถัดๆ ไปอีก
หากว่าเข้าเรียนในวันแรกๆ แล้วลูกงอแงจะกลับบ้าน ไม่ควรที่จะไปรับกลับ
ถ้าหากว่าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ไม่เช่นนั้นเด็กจะได้ใจ
และงอแงขอกลับบ้านอยู่ตลอดเวลา อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในอนาคตได้
ทั้งหมดนี้แหละคือการเตรียมตัวที่ถูกต้อง ก่อนที่จะส่งลูกน้อยเข้าโรงเรียนอนุบาล คนที่เป็นพ่อแม่ศึกษาเอาไว้ก็เป็นเรื่องดี…

นิทานกระตุ้นอารมณ์เบิกบานให้ลูกน้อยสดใสและชาญฉลาด

No Comments

นอกจากนิทาน จะสร้างความเบิกบานใจให้กับลูกน้อยของเราแล้ว
ท่านทราบหรือไม่ว่าการเล่านิทานให้เจ้าตัวน้อยฟังยังสามารถช่วยเพิ่มทักษะในการฝึกฝนการแก้ปัญหาให้เขาได้อีกด้วย
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่และคุณครูต่างสามารถช่วยกันเสริมสร้างการแก้ปัญหาของพวกเขาได้ไม่ยาก
เราควรที่จะเลือกนิทานที่มีเนื้อหากำหนดให้มีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือสร้างความยุ่งยากให้แก่ตัวละคร
และเมื่อมาถึงฉากที่ตัวละครไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็ถึงคราวที่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูจะตั้งคำถามให้เจ้าตัวเล็กได้ใช้
ความคิดหาทางช่วยตัวละครแก้ปัญหา โดยอาจจะเป็นเรื่องที่ชายชราคนหนึ่งปลูกมันเอาไว้จนเวลาล่วงเลยไปหลายวัน
ทำให้หัวมันมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเขาไม่สามารถที่จะถอนออกมาจากดินจนได้แต่นั่งเศร้า แล้วให้เด็กๆ
ทั้งหลายได้ช่วยกันคิดหาวิธีที่จะช่วยชายชราถอนหัวมันออกจากดิน
เมื่อได้นิทานเรื่องที่จะเล่าพร้อมแล้วก็ให้เราทำความเข้าใจในตัวละครถึงลีลาอารมณ์ และเรียงลำดับเหตุการณ์
รวมไปถึงฝึกน้ำเสียงหนักเบาตามความหมายของคำและข้อความ
โดยทำเสียงสนทนาตามธรรมชาติอาทิเช่นเสียงผู้หญิงที่นุ่มแหลม, เสียงผู้ชายที่ห้าวใหญ่, เสียงเด็กที่สดใส
และเสียงคนชราที่สั่นเครือในลำคอ รวมไปถึงบทสนทนาที่อาจใช้ภาษาท้องถิ่นหรือใช้คำที่เด็กๆ คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ที่สำคัญอย่าลืมสรุปประเด็นสำคัญของนิทานทุกเรื่องที่เล่า ซึ่งจะทำให้เด็กๆ ได้นำไปคิดทบทวน
และเก็บความรู้จากนิทานเอาไว้ให้เป็นเครื่องเตือนใจ
ทางด้านสถานที่ในการเล่นนิทานก็สำคัญไม่น้อย โดยให้ใช้สถานที่ได้ทั้งในหรือนอกห้อง
แต่ต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ และอากาศถ่ายเทได้สะดวก รวมทั้งยังต้องไม่มีเสียงหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์คอยรบกวน
หลังจากนั้นก็จัดแจงที่นั่งให้เจ้าตัวเล็กอยู่ใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครู
ซึ่งเราอาจอยู่สูงกว่าเจ้าตัวน้อยเพื่อคอยแสดงภาพในหนังสือหรือสื่อประกอบการเล่าในระดับสายตา
แต่หากเด็กๆ มีกันหลายคนก็ให้นั่งล้อมวงกันเข้ามาฟังตรงหน้าคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครู
และก่อนที่จะเล่าต้องทำข้อตกลงกันก่อนว่าจะไม่ลุกขึ้นยืน, วิ่งเล่น, พูดคุย และส่งเสียงดังระหว่างการฟังนิทาน
ซึ่งก็เพื่อให้อยู่ในระเบียบวินัยในการฟังนั่นเอง
นอกจากนี้การที่เรามีสื่อประกอบก็จะช่วยให้การเล่านิทานของเรานั้นมันมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นจนเป็นที่น่าสนใจของเด็กๆ
โดยคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูอาจเลือกใช้สื่อที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม
ซึ่งจะช่วยกระตุ้นจินตนาการตามประสบการณ์ของเจ้าตัวเล็กออกมาให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหุ่น,
หนังสือหรือฉากง่ายๆ ที่ให้เจ้าตัวน้อยคอยช่วยทำไปด้วยก็เพลิดเพลินไม่น้อย
รวมทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจในผลงานของเขาอีกด้วย…

สิ่งที่ต้องคำนึงหากต้องฝากลูกไว้กับพี่เลี้ยง

No Comments

1.เวลา
เวลาและการรับส่งเรื่องของความสะดวก ในการรับส่ง
หรือใกล้ที่ทำงานแล้วแต่ความสะดวกเพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาในการรับส่งนั่นเอง
2.ความสะอาด
ด้านความสะอาดและสุขอนามัย จะรู้ได้ต่อเมื่อคุณแม่ได้ลองเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่เสียก่อนดูสภาพแวดล้อม
การจัดวางข้าวของเครื่องใช้ ความสะอาดของพื้นที่ พูดคุยเพื่อดูอุปนิสัยของพี่เลี้ยง การใส่ใจดูแลต่างๆ
3.ความเหมาะสมกับรายได้
คำนึงถึงความเหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว
เพื่อที่จะได้ไม่อึดอัดต่อสถานะการด้านการเงินจนเกินไป
4.ความมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
บุคลากร เพียงพอกับจำนวนเด็ก สุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคติดต่อ ไม่มีประวัติอาชญากรรม รักเด็ก ใจเย็น
มีความรู้ความชำนาญในการดูแลเด็ก ไม่เปิดทีวีให้เด็กดู
ผ่านการอบรมหลักสูตรการช่วยชีวิตและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
มีโปรแกรมฝึกพัฒนาการที่แน่นอนสำหรับเด็กแต่ละช่วงอายุ
ถ้ามีใบอนุญาตจัดตั้งสถานประกอบการและหลักสูตรที่มีมาตรฐานด้วยก็จะดียิ่งขึ้น
5.กิจกรรมและแผนการเรียน
ควรมีแบบแผนใรการทำกิจกรรมในแต่ละวันเช่น มีการสอนการเรียนรู้เวลาไหน กิจกรรมกับเพื่อนในเวลาไหน
รวมถึงเวลาเข้านอนพักผ่อน ที่ควรมีแบแผนและฝึกให้เด็กมีวินัย
6.ความปลอดภัย
สถานที่นั้นมีทางหนีไฟ ระบบตรวจจับควันไฟ การติดตั้งของเล่นมั่นคงดี   มีที่จอดรถห่างจากที่เล่นของเด็ก
ไม่แออัด การระบายถ่ายเทอากาศดี   หากเป็นห้องแอร์ควรมีเครื่องฟอกอากาศเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกจะได้รับ
โรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจควรมีห้องแยกสำหรับเด็กป่วย
มีของเล่นที่หลากหลายและเหมาะกับเด็กแต่ละวัย   เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการและมีจำนวนเพียงพอ
ทางโรงเรียนควรมีกล้องวงจรปิดเพื่อคอยตรวจสอบและย้อนดูเหตุการณ์ได้ในกรณี
ที่มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแก่ลูก มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี
7.การดูแลปฐมพยาบาล
การดูแลสุขภาพเด็กมีห้องแยกเด็กป่วย  หรือไม่ให้มาเรียนจนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อ
มีการสังเกตอาการเจ็บป่วยของเด็ก จะได้รีบแยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติก่อนที่จะมีการแพร่ระบาด
และรีบโทรศัพท์ตามผู้ปกครองมารับเด็กกลับบ้าน หรือพาไปตรวจที่โรงพยาบาล
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาก่อนพาลูกน้อยไปฝากไว้
8.จำนวนเด็กในความดูแล
หากต้องพิจารณาแล้ว จำนวนเด็กที่เพียงพอต่อบุคลากรนั้นถือเป้นสิ่งสำคัญอย่างมาก
เพราะจะบ่อบอกถึงความทั่วถึงในการดูแลเด็ก และความพร้อมในการเลี้ยงเด็ก ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงส่วนนี้ด้วย…

โอเมก้า-3 สารอาหารจากคุณแม่เพื่อความฉลาดของลูกน้อยในครรภ์

No Comments

คงจะได้ยินชื่อกันมานานแล้ว สำหรับสารอาหารที่ชื่อว่า โอเมก้า-3กรดไขมันโอเมก้า-3
เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เองจะพบได้ในสัตว์ทะเล รวมทั้งในเมล็ดพืชบางชนิด
ในน้ำมันที่ได้จากปลาจะมีโอเมก้า-3 ซึ่งที่เด่นๆ มากมีอยู่สองชนิด คือ อีพีเอกับดีเอชเอ
จากการวิเคราะห์ปริมาณไขมันและกรดไขมันในสัตว์น้ำพบว่าสัตว์น้ำทุกชนิดมีโอเมก้า-3 สูงค่ะ ซึ่งใน หอย กุ้ง ปู ปลาหมึกจะมีโอเมก้า-3
กับคอเลสเตอรอลสูง ฉะนั้นคุณแม่ท้องไม่ควรรับประทานอาหารทะเลมากนักโดยเฉพาะที่ให้คอเลสเตอรอลสูง
อาหารทะเลที่เหมาะที่สุดน่าจะเลือกทานเป็นปลาทะเล เช่น ปลาแมคคาเรล
ปลาซาร์ดีน ปลาค้อด ปลาแอนโชวี่ และปลาทูน่า ซึ่งจะมีสารโอเมก้า-3 สูงมาก
และนอกจากปลาทะเลแล้ว ก็ยังมีปลาทะเลของไทยที่ก็มีโอเมก้า-3 มากด้วยเช่นกัน
อย่าง ปลาทู ปลากะพง ปลาเก๋า ปลาสำลี ปลาอินทรีย์ ปลาโอ
คุณแม่ควรรับประทานปลาอย่างเป็นประจำในระหว่างที่ตั้งครรภ์
จะช่วยในเรื่องความฉลาดและพัฒนาการของลูกน้อยได้ค่ะ โอเมก้า-3
มีส่วนสำคัญในการสร้างระบบประสาทและเรติน่าเซลล์ในระยะสุดท้ายของการตั้ง
ครรภ์ ในคุณแม่ท้องที่ได้รับโอเมก้า-3 เสริมระหว่างที่ตั้งครรภ์จะทำให้ทารกในครรภ์มีความฉลาดและระบบสายตาดี
ทั้งนี้เนื้อเยื่อสมองของทารในครรภ์จะมีไขมันอยู่ประมาณ 60%ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยด้วยดีเอชเอ
ซึ่งความสำคัญของดีเอชเอมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองไม่ว่าจะเป็นในส่วนของความจำ ขั้นตอนการทำงานของสมอง
ความตั้งใจและการคิดในระดับที่สูงขึ้นสำหรับคุณแม่ท้องที่ได้รับดีเอชเออย่างเพียงพอ
จะพบว่าความพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กจะเพิ่มขึ้นในระยะต่างๆ เช่น
การรับรู้ที่ดีขึ้นในช่วง 6 เดือน การแก้ปัญหาของเด็กจะทำได้ดีในช่วง 9-10 เดือนและการคิด การใช้เหตุผลที่ดีในช่วง 18
เดือนเป็นต้นไปเหมือนที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่าทานปลาทำให้ลูกฉลาดเพราะในเนื้อปลามีสารอาหารที่เป็นประโยชน์พัฒนาสมองของลูกที่กำลังเจริญเติบ
โต อาหารการกินที่ดีของแม่ ส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างมากการได้รับโอเมก้า-3 ก็ยังจะช่วยให้ลูกน้อยในครรภ์มีความแข็งแรงสมบูรณ์
มีผลการศึกษามากมายพบว่าในคุณแม่ท้องที่ไม่ได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3หรือได้รับไม่เพียงพอ
สามารถที่จะเกิดภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าคุณแม่ท้องที่ได้รับโอเมก้า-3อย่างเพียงพอถึง 8 เท่า
ซึ่งภาวะความดันโลหิตสูงที่ว่านี้ยังส่งผลกระทบต่อการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้อีกด้วยค่ะ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบมากในคุณแม่ท้องที่ขาดโอเมก้า-3ประโยชน์ยังไม่หมดนะคะ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้
เช่น โรคหัวใจ โรคหอบหืด ข้ออักเสบ รวมทั้งมะเร็งเต้านม เป็นต้น
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์บางคนอาจไม่กล้ารับประทานปลา
เพราะเกรงว่าจะมีปริมาณสารปรอทสูง ซึ่งพบในปลาโอ ฉลาม ปลาดาบ
และปลาไทล์ จะทําให้เกิดอันตรายต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์
แต่งานวิจัยหลายชิ้นก็สนับสนุนว่า ยังมีปลาที่มีโอเมก้า-3
มากมายที่ปลอดภัยและสามารถทานได้ระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงในช่วงให้นมบุตร
หากคุณแม่ไม่มั่นใจว่าได้รับโอเมก้า-3 เพียงพอในช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงให้นมบุตร
สามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาหารเสริมโอเมก้า-3
เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่ได้รับกรดไขมันที่จําเป็นนี้อย่างเพียงพอและสําหรับคุณแม่ที่
ทานมังสวิรัส สามารถทานอาหารเสริมสกัด DHA จากสาเหร่ายได้ค่ะ…

รู้ทันโรคผื่นผิวหนังอักเสบในเด็ก ภัยร้ายในหน้าหนาว

No Comments

ผื่นผิวหนังอักเสบ เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยโดยพบถึงร้อยละ 20 ของเด็กทั่วโลก
แถมยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคอย่างชัดเจนเว้นแต่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเกิดโรค ไล่ตั้งแต่
ผิวหนังของเด็กเล็ก ที่มีความไวต่อสิ่งต่างๆ มากกว่าผู้ใหญ่ไปจนถึงปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมที่อาจมีผลต่อผิวของเด็ก
เช่น สารก่อความระคายเคืองจำพวกขนสัตว์ เส้นใยสังเคราะห์ความร้อน ความหนาว สบู่ หรือแม้กระทั่ง น้ำลาย
ที่เลอะบริเวณใบหน้าของทารกขณะเดียวกัน พันธุกรรม ก็เป็นหนึ่งในปัจจัย
ซึ่งจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็กมีโอกาสเป็นผื่นผิวหนังอัก
เสบมากขึ้น หากมีพี่น้องหรือพ่อแม่ที่เป็นโรคนี้ เช่นเดียวกับการแพ้
ซึ่งรวมถึงการแพ้อาหาร หรือ แพ้สารก่อภูมิแพ้จากภายนอก เช่นสัตว์เลี้ยง ไรฝุ่น และ เกสรดอกไม้
ซึ่งปกติแล้ว ผื่นผิวหนังอักเสบ จะมีอาการผื่นแดง คัน ทำให้ผิวแห้งเป็นสะเก็ด และอาจทำให้ผิวแตก
โดยในเด็กทารกผื่นผิวหนังอักเสบมักเริ่มเกิดบริเวณหน้าผาก แก้ม
คาง หรือ ต้นขา เกิดได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 2-3 เดือนแรกหลังคลอด ส่วนวิธีการรักษา ผื่นผิวหนังอักเสบในเด็ก
มีคำแนะนำหลายข้อที่ใช้สำหรับผู้ใหญ่สามารถนำมาใช้กับเด็กทารกและเด็กวัยหัดเดินได้
แต่ผิวของเด็กจะมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษเราจึงแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับคำแนะนำที่ดีที่สุด
หรืออาจรักษาเบื้องต้นด้วยการอาบน้ำทุกวันด้วยน้ำอุ่นจะช่วยทำความสะอาดผิวของทารก
และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อการทำให้ผิวชุ่มชื้นทันทีหลังอาบน้ำ
โดยใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและรักษาความชุ่มชื้นไปตลอดทั้งวัน
เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอาการคันได้นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงการแกะเกาเป็นเรื่องที่สำคัญ
เพราะการเกาทำให้ผื่นผิวหนังอักเสบแย่ลงเนื่องจากเป็นการทำลายผิวหนังชั้นบน และอาจทำให้ติดเชื้อ
โดยเฉพาะในเวลากลางคืนการใส่ถุงมือป้องกันการเกาให้กับลูกของคุณ
จะช่วยให้เด็กหลับได้นานขึ้นแต่สุดท้ายแล้วการหาปัจจัยที่กระตุ้นผื่นผิวหนังอักเสบของลูก
จะช่วยให้คุณรับมือได้ง่ายขึ้นบางครั้งคุณอาจไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรที่เป็นเหตุให้อาการกำเริบ
แต่เป็นเรื่องที่ดีที่จะสังเกตว่าอะไรที่ก่อความระคายเคืองให้ลูกน้อย ไล่ตั้งแต่ อากาศร้อนเกินไป หรือ ผลิตภัณฑ์บางชนิด
แม้การแพ้อาหารก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งแต่ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการทดสอบการแพ้
ก่อนที่จะตัดอาหารชนิดใดๆ ออกไป หากอาการแย่มากแพทย์ก็อาจให้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือยาฆ่าเชื้อ
เพื่อบรรเทาอาการ และป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อ…

5 วิธีการดูแลทารกแรกเกิด

No Comments

แน่นอนว่า เด็กวัยทารก แรกเกิดนั้น เป็นวัยที่ครอบครัว หรือคุณพ่อและแม่
ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษมากที่สุด พฤติกรรมหลักๆของเด็กวัยทารก
คงหนีไม่พ้น การนอหลับพักผ่อนและตื่นมาเพื่อกินแม่
อะไรคือสิ่งที่เราควรดูแลเป็นพิเศษมากที่สุด นี่คือ 5 ประการ ที่ต้องรู้ไว้
เริ่มจากการให้นมลูก แน่นอนว่าเด็กทารก
แทบจะทุกคนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนค่อนข้างมาก
จากนั้นพอตื่นขึ้นมาก็จะร้องกินนม ต่อด้วย นอนพักผ่อนต่อ เมื่อกินอิ่ม
สลับกันไปวนมาแบบนี้ทุกๆวัน โดยสำหรับคุณแม่นั้น ในระยะเด็กทารก 1 เดือน
ควรให้ปลุกให้ลูกน้อยตื่นขึ้นมาดูดนมทุกๆ 2-4 ชั่วโมง
ต่อมาเป็นการ อาบน้ำทารก สำคัญที่สุด เราควรใช้น้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม
ไม่เย็นจนหนาว หรือ ไม่ร้อนจนเกินไป ให้พออุ่นๆ
อีกอย่างควรใช้เวลาอาบไม่เกิน 5-7 นาที อาบวันละประมาณ 2 ครั้ง
รวมถึงไม่ควรอาบน้ำตอนกลางคืน หรือไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังให้นมด้วย
อย่างที่ 3 เป็นการขับถ่ายของทารก
โดยเด็กวัยนี้นั้นจะมีการขับถ่ายบ่อยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหลังการกินนมแม่
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คุณแม่หรือคนในครอบครัว ต้องรู้จักสังเกต
โดยทั่วไปแล้วถ้าทารกมีอาการงอแง อาจเป็นสัญญาณ
ไม่สบายตัวเพราะอึหรือฉี่มา ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เร็วที่สุด
และทำความสะอาดให้เรียบร้อย
ต่อด้วย การดูแลสะดือทารก โดยปกติทารกสะดือจะหลุดประมาณ 1-2 อาทิตย์
แต่ในกรณีที่เด็กยังสะดือไม่หลุด
ควรใช้สำลีชุบน้ำเปล่าหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดเบา ๆ
รอบโคนสะดือจากด้านในออกด้านนอก วันละประมาณ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย
หลังจากสายสะดือหลุดแล้วดูแลทำความสะดือลูกต่อด้วยการเช็ดและทำให้แห้ง
ทุกครั้ง ที่สำคัญ ไม่ควรใช้แป้ง
หรือยาโรยสะดือทุกชนิดเพราะจะทำให้สะดือดูเหมือนแห้งแต่ระหว่างรอยต่อ
อาจจะยังแฉะอยู่ และอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้
ปิดท้ายกันที่ การทำความสะอาดเสื้อผ้าทารก
เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากที่สุด ยกตัวอย่าง
การแยกผ้าที่สกปรกมากออกแยกเสื้อผ้าของลูกที่เลอะอุจจาระหรือปัสสาวะ
ออกและทำความสะอาดก่อนนำไปซักรวมกับเสื้อผ้าตัวอื่นๆ…