หมวดหมู่: แม่และเด็ก

อารมณ์และพฤติกรรมในเด็ก

No Comments

ในสังคมปัจจุบัน พ่อแม่ส่วนใหญ่ต่างคาดหวังให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดี เหมาะสมกับวัย
แต่เด็กบางคนก็ไม่สามารถมีพฤติกรรมที่เหมาะสมตามมาตรฐานของสังคมได้
ดังนั้นบทความนี้จึงมาบอกแนวทางการรับมือกับอารมณ์ของลูกน้อย เพื่อที่พ่อแม่จะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
เด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ คือ เด็กที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ต่อต้านตนเองหรือผู้อื่น
หรือมีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติรวมถึงการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
ออกมาอย่างเนื่องจนถึงระดับที่ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็กไม่ว่าจะเพียง ลักษณะเดียว
หรือหลายลักษณะร่วมกันก็ได้ เช่น มีความยากลำบากในการเรียน
ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางด้านสติปัญญา ประสาทสัมผัส หรือสุขภาพ
มีความยากลำบากในการสร้างหรือคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนและ ครู ซึ่งในปัจจุบัน เด็กกว่าร้อยละ 6
ถึง 10 มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ และจำเป็นต้องได้รับการศึกษาพิเศษ รวมทั้งการรักษาที่เหมาะสม
อีกทั้งตัวเด็กเองยังมักเป็นผู้ขัดขวางการเรียนการสอนในห้องเรียนอีกด้วย
ลักษณะทางพฤติกรรม
-ปัญหาด้านความประพฤติ เช่น ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น ทำลายข้าวของ ลักทรัพย์ ฉุนเฉียวง่าย
มีอารมณ์หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด มีนิสัยกลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโทษผู้อื่น และมักโกหกอยู่เสมอ
-ปัญหาด้านความสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อต่อสิ่งใดได้นาน มีลักษณะงัวเงีย เซื่องซึม ไม่แสดงความสนใจใด ๆ
รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด
-การถอนตัวหรือล้มเลิก เลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น เฉื่อยชา
และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
-ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย มีความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน ปฏิเสธที่จะกิน
รวมถึงนิสัยการกินสิ่งที่กินไม่ได้
แนวทางการแก้ปัญหา
1. ใส่ใจดูแลลูกด้วยความรัก แสดงตัวอย่างการกระทำที่เหมาะสมให้ลูกเห็น พร้อมทั้งสนับสนุนให้เขาปฏิบัติตาม
2. ตั้งกติกาในบ้านให้ชัดเจน เช่น ห้ามพูดคำหยาบในบ้าน หรือห้ามทำลายข้าวของ
เพื่อให้ลูกรู้จักระมัดระวังพฤติกรรมของตนเอง และเพื่อใช้อย่างเหมาะสม
3. ชมเชยเมื่อลูกมีพฤติกรรมที่ดี หรือให้รางวัลเด็กบ้าง พาไปเที่ยว พาไปกินอาหารนอกบ้าน
ซื้อของขวัญของฝากให้ในโอกาสพิเศษบ้าง
4. หมั่นสังเกตแนวโน้มพฤติกรรมของลูก รับฟังอย่างเข้าใจ เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
เพราะบางครั้งสาเหตุของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อาจเกิดจากความเครียด
5. ไม่เป็นต้นเหตุปัญหาของลูก ไม่ทะเลาะกันให้ลูกเห็น ไม่เลี้ยงลูกด้วยความเคร่งครัดจนเกินไป
และไม่ควรใช้ความรุนแรงในครอบครัว…

แม่และเด็ก.พัฒนาการการตั้งครรภ์ตลอด 9 เดือนของหนูน้อยในท้องของแม่

No Comments

เดือนแรก (สัปดาห์ที่ 1-4 )
คุณแม่หลายคนผ่านช่วงเวลา 4 สัปดาห์แรก
โดยแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตั้งครรภ์แต่สำหรับผู้หญิงบางคนก็จะเริ่มมีอาการแพ้ท้องบ้างแล้ว
พัฒนาการการตั้งครรภ์ในเดือนแรกนี้คือการที่อสุจิได้เข้าปฏิสนธิกับไข่และเคลื่อนตัวเข้าไปฝังอยู่ในโพรงมดลูก
เดือนที่ 2 (สัปดาห์ที่ 5-8)
ในช่วงระยะนี้ เป็นระยะหนึ่งที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาการทารกในครรภ์
และจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวอ่อนหลายอย่าง เช่น หัวใจเต้น
จังหวะหัวใจเต้นสามารถมองเห็นได้ทางอัลตราซาวน์ อวัยวะหลัก (สมอง ปอด
ท้อง ตับ) เริ่มก่อตัวในช่วงเดือนนี้ ตุ่มแขนขาปรากฏให้เห็น
เดือนที่ 3 (สัปดาห์ที่ 9-12)
ในช่วงเดือนที่ 3 นี้ พัฒนาการทารกในครรภ์ของคุณคือ
ตัวอ่อนในท้องจะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นทารก เริ่มเห็นหน้าตาของทารกชัดเจน
แต่ดวงตายังปิดอยู่ กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานได้เต็มที่ แขนและขายืดยาวออกไปแล้ว
ลูกเริ่มดูดนิ้ว กลืนน้ำคล่ำได้แล้ว
และลูกดิ้นได้แล้วแต่คุณแม่จะไม่รู้สึกเพราะลูกยังตัวเล็กอยู่มากค่ะ
เดือนที่ 4 (สัปดาห์ที่ 13-16)
เข้าสู่ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ พัฒนาการทารกในครรภ์คือ
ลูกน้อยของคุณสร้างอินซูลินและน้ำย่อยของตนเองได้บ้างแล้ว
และปัสสาวะใส่น้ำคร่ำในปริมาณเล็กน้อยทุก ๆ 45 นาที
ฟันทุกซี่ก่อตัวครบและมีกระทั่งแนวเส้นผมบนหนังศีรษะด้วย
เดือนที่ 5 (สัปดาห์ที่ 17-20)
พัฒนาการทารกในครรภ์ คือ เวลานี้ตัวอ่อนจะยาวประมาณ 8 นิ้ว
เรียกได้ว่าขนาดเท่ากระต่ายตัวเล็ก ๆ
ผิวลูกจะมีไขเคลือบปกป้องเรียกว่าไขหุ้มทารก
และมีขนอ่อนชุดแรกขึ้นคลุมตามตัว
ไตของลูกผลิตปัสสาวะแล้วและจะขับถ่ายออกสู่น้ำคร่ำรอบ ๆ ตัว
เดือนที่ 6 (สัปดาห์ที่ 21-24)
พัฒนาการทารกในครรภ์ก็คือ ลูกน้อยของคุณตัวเริ่มโตแล้ว
และน้ำหนักจะอยู่ที่ราว 0.5 กิโลกรัมเมื่อครรภ์อายุได้ 24 สัปดาห์
ความยาวตัวอยู่ที่ 28-35 เซนติเมตรและหนัก 0.5 กิโลกรัมแล้ว
เปลือกตาทั้งสองข้างกำลังปริแยกเตรียมพร้อมสำหรับวันที่จะลืมตามาดูโลก
เดือนที่ 7 (สัปดาห์ที่ 25-28)
ในช่วงเดือนที่ 7 นี้ขนาดของครรภ์ที่ขยายใหญ่อาจทำให้คุณนอนหลับได้ไม่ค่อยสบายนัก
พัฒนาการทารกในครรภ์คือ
ลูกอาจจะกลับเอาศีรษะลงด้านล่างขณะพยายามหาท่าที่ถนัดสบายตัว
ลูกมองเห็นแล้ว แต่ภาพที่เห็นจะยังเป็นเพียงแสงมัวๆ ลูกยังได้ยินเสียงอีกด้วย
แม้ว่าเสียงที่ได้ยินจะอู้อี้ก็ตาม นอกจากนี้ลูกน้อยยังสามารถรับรสได้
อาหารที่คุณทานอาจเปลี่ยนรสชาติน้ำคร่ำ
ซึ่งก็จะทำให้ลูกคุ้นกับประเภทของอาหารที่คุณทาน
ปอดกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการหายใจและการเคลื่อนไหวของลูกทำให้กล้ามเนื้อได้ออกกำลังกาย
ในช่วงเดือนนี้สมองและระบบประสาทจะมีการเจริญเติบโตขนานใหญ่
และลูกเริ่มควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้บ้างแล้วด้วย
เดือนที่ 8 (สัปดาห์ที่ 29-32)
พัฒนาการทารกในครรภ์ คือ ม่านตาของลูกหดและขยายตามแสง
ลูกสามารถลืมตา และหลับตาได้ตามต้องการ เล็บยาวจนถึงปลายนิ้ว
เดือนที่ 9 ขึ้นไป (สัปดาห์ที่ 33 เป็นต้นไป)
ลูกอยู่ในท่าเตรียมคลอดเรียบร้อยแล้วและดิ้นน้อยมากในแต่ละวัน
อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายลูกก็ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
ถ้าคุณแม่มีอาการเจ็บท้องเตือน และหลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์
คุณแม่ก็อาจจะมีอาการเจ็บท้องคลอดจริงได้ค่ะ…

การฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

No Comments
ภาษา

ขั้นตอนการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

ในยุคนี้ เป็นยุคที่มีการสื่อสาร และเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสที่จะเรียนรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ง่ายดาย แต่ว่าพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็ก จะมีวิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ อย่างไรให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ โดยไม่ยัดเยียดให้เด็ก ๆ ต้องไปเรียนพิเศษตั้งแต่วัยเยาว์  ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ เบื่อและไม่อยากที่จะเรียนรู้ภาษา ซึ่งวันนี้จะพาไปเรียนรู้วิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ จากการเลี้ยงดู ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย  คาสิโนออนไลน์

1.ศัพท์ใกล้ตัวเป็นสิ่งสำคัญ

จะต้องฝึกฝนให้เด็ก ๆ เป็นคนที่เรียนรู้คำศัพท์ใกล้ตัวก่อน เช่น ของใช้ในบ้านต่าง ๆ จะต้องเป็นบอกให้เด็ก ๆ ใช้เป็นภาษาอังกฤษ และมีคำแปล ติดไว้ตามสิ่งขงต่าง ๆ ภายในบ้าน  หากว่าเด็ก ๆ ใช้อย่างเป็นประจำ จะทำให้เด็ก ๆ เริ่มชิน และเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย

2.ตื่นเช้ามาเริ่มต้นคำทักทายด้วยภาษาอังกฤษ

ซึ่งเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ผู้ปกครองครวที่จะสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ที่จะทักทายเป็นภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งเมื่อทำเป็นกิจวัตรประจำวันจะทำให้เด็ก ๆ รู้จักเรียนรู้ที่จะพูดภาษาอย่างไม่เขินอาย และชินกับกับฝึกพูด

3.เกมส์ฝึกภาษา

เด็ก ๆ จะชื่นชอบการเล่นเกมส์กันทุกคน ซึ่งผู้ปกครองจะต้อง ปรับเปลี่ยนจากการเล่นเกมส์แบบธรรมดา มาเป็นเกมส์ที่ช่วยฝึกทักษะภาษาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ สนุกกับไปการเรียนรู้ และรู้จักการใช้ภาษาได้มากขึ้นด้วย จะทำให้เด็กเริ่มชินกับภาษาที่ 2 และ 3 โดยไม่รู้ตัวผ่านจากการเล่นเกมส์

4.ใช้ดนตรีช่วยสอน

การเรียนรู้ภาษานั้น การใช้ดนตรี และเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่น ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆ  เพลิดเพลินและมีความสุขในการร่วมกิจกรรม เพราะว่าเด็ก ๆ อยู่ในช่วงกำลังคิด และกำลังจำ ดังนั้น การฝึกร้องเพลงภาษาต่างประเทศจะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และสนุกโดยไม่น่าเบื่อ หรือกำลังถูกบังคับให้เรียนภาษาอยู่นั่นเอง

5.พาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้นอกบ้าน

การที่เด็ก ๆ จะเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักการช่างสังเกต รู้จักการแยกเยอะ และมีจิตสึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมนั้น เด็ก ๆ จะต้องถูกฝึกให้ออกไปเรีนรู้นอกห้องเรียน และนอกบ้านบ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ เกิดการพัฒนา และสถานที่ต่าง ๆ จะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษบอกไว้ ซึ่งเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ได้ง่าย

การฝึกฝนให้เด็ก ๆ เก่งภาษานั้น ผู้ปกครงจะต้องใส่ใจ และสังเกตดูว่า เด็กแต่ละคนชื่นชอบแบบไหน และสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบ ให้เกิดการพัฒนาต่อไปในอนาคต จะได้กลายเป็นเด็กที่เก่ง และมีความสามารถพร้อมทั้งมีจิตสำนึกที่ดีด้วย…

ขั้นตอนการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

No Comments

ในยุคนี้ เป็นยุคที่มีการสื่อสาร และเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสที่จะเรียนรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ง่ายดาย แต่ว่าพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็ก จะมีวิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ อย่างไรให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ โดยไม่ยัดเยียดให้เด็ก ๆ ต้องไปเรียนพิเศษตั้งแต่วัยเยาว์  ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ เบื่อและไม่อยากที่จะเรียนรู้ภาษา ซึ่งวันนี้จะพาไปเรียนรู้วิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ จากการเลี้ยงดู ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย

1.ศัพท์ใกล้ตัวเป็นสิ่งสำคัญ

จะต้องฝึกฝนให้เด็ก ๆ เป็นคนที่เรียนรู้คำศัพท์ใกล้ตัวก่อน เช่น ของใช้ในบ้านต่าง ๆ จะต้องเป็นบอกให้เด็ก ๆ ใช้เป็นภาษาอังกฤษ และมีคำแปล ติดไว้ตามสิ่งขงต่าง ๆ ภายในบ้าน  หากว่าเด็ก ๆ ใช้อย่างเป็นประจำ จะทำให้เด็ก ๆ เริ่มชิน และเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย

2.ตื่นเช้ามาเริ่มต้นคำทักทายด้วยภาษาอังกฤษ

ซึ่งเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ผู้ปกครองครวที่จะสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ที่จะทักทายเป็นภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งเมื่อทำเป็นกิจวัตรประจำวันจะทำให้เด็ก ๆ รู้จักเรียนรู้ที่จะพูดภาษาอย่างไม่เขินอาย และชินกับกับฝึกพูด

3.เกมส์ฝึกภาษา

เด็ก ๆ จะชื่นชอบการเล่นเกมส์กันทุกคน ซึ่งผู้ปกครองจะต้อง ปรับเปลี่ยนจากการเล่นเกมส์แบบธรรมดา มาเป็นเกมส์ที่ช่วยฝึกทักษะภาษาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ สนุกกับไปการเรียนรู้ และรู้จักการใช้ภาษาได้มากขึ้นด้วย จะทำให้เด็กเริ่มชินกับภาษาที่ 2 และ 3 โดยไม่รู้ตัวผ่านจากการเล่นเกมส์

4.ใช้ดนตรีช่วยสอน

การเรียนรู้ภาษานั้น การใช้ดนตรี และเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่น ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆ  เพลิดเพลินและมีความสุขในการร่วมกิจกรรม เพราะว่าเด็ก ๆ อยู่ในช่วงกำลังคิด และกำลังจำ ดังนั้น การฝึกร้องเพลงภาษาต่างประเทศจะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และสนุกโดยไม่น่าเบื่อ หรือกำลังถูกบังคับให้เรียนภาษาอยู่นั่นเอง

5.พาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้นอกบ้าน

การที่เด็ก ๆ จะเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักการช่างสังเกต รู้จักการแยกเยอะ และมีจิตสึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมนั้น เด็ก ๆ จะต้องถูกฝึกให้ออกไปเรีนรู้นอกห้องเรียน และนอกบ้านบ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ เกิดการพัฒนา และสถานที่ต่าง ๆ จะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษบอกไว้ ซึ่งเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ได้ง่าย

การฝึกฝนให้เด็ก ๆ เก่งภาษานั้น ผู้ปกครงจะต้องใส่ใจ และสังเกตดูว่า เด็กแต่ละคนชื่นชอบแบบไหน และสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบ ให้เกิดการพัฒนาต่อไปในอนาคต จะได้กลายเป็นเด็กที่เก่ง และมีความสามารถพร้อมทั้งมีจิตสำนึกที่ดีด้วย…

ของเล่นเด็ก กระตุ้นพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิดด้วยความใส่ใจของผู้ปกครอง

No Comments
ของเล่นเด็ก

ของเล่นเด็ก เด็กน้อยตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึง 1 ขวบ ซึ่งจะเป็นช่วงที่เด็ก จะต้องมีการพัฒนาการ

ของเล่นเด็ก และเรียนรู้อย่างถูกต้อง อีกอย่างผู้ปกครอง หรือคุณพ่อคุณแม่จะต้องให้การดูแล เอาใจใส่ และกระตุ้นพัฒนาการให้เด็ก ๆ เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง ถ้าพร้อมแล้วไปดูวิธีการกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ๆ ดีกว่า

 แรกเกิด – 4 เดือน

ช่วงนี้ จะต้องเน้นพัฒนาการทางด้านร่างกายก่อน ซึ่งช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เด็ก ๆ จะมีการชันคอ หลังจากนั้นจะเริ่มพยายามพลิกคว่ำ และหงายด้วยตนเองได้  วิธีการกระตุ้นคือ ให้เด็กนอนคว่ำ ซึ่งจะช่วยให้โกมีกล้ามเนื้อหลังที่แข็งแรงขึ้น แต่ในระยะนี้จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

อายุ 4 – 6 เดือน

ช่วงนี้ เด็กจะเริ่มพลิกคว้ำพลิกหงายเองได้ วิธีการกระตุ้นพัฒนาการของเด็กในช่วงอายุเท่านี้คือ ให้เด็กนอนหงาน และให้ผู้ปกครองถือของเล่น ให้เด็กมองตาม แล้วเกิดการพลิกตัวเอง ให้เด็กออกกำลังกายโดยการเล่นกับมือและเท้าของเด็ก หากว่าเด็กกำลังนอนคว่ำ ให้หยิบของเล่นให้เด็กมองตาม แล้วจึงพลิกหงายเองดันไหล่และแขนขแงเด็ก ในขณะที่กำลังนอนหงาย

อายุ 6 – 8 เดือน

ในช่วงระยนี้ เด็ก ๆ จะเริ่มนั่งได้เอง แต่ไม่นานมาก ซึ่งจะกระตุ้นพัฒนาการด้านร่างกายด้วยการจับให้เก็กนั่งแล้วหยิบของพูดคุย เล่นกับเด็กระดับสายตา และให้เด็กทรงตัว โดยการประคองให้นั่งเล่นของเล่นแบบเพลิน ๆ  ให้เด็กเริ่มนั่งเก้าอี้ เมื่อต้องรับประทานข้าว หรืออาหาร

อายุ 8 -10 เดือน

ช่วงนี้เด็กน้อยจะเริ่มลุกนั่งได้เอง คลานได้ ยืนเกาะบางอย่างได้  ซึ่งจะกระตุ้นโดยการให้เด็กหยิบของเล่น หรือคลานตามไปหยิบของเล่น แต่ควรตรวจดูเส้นทางด้วยว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ และเด็ก ๆ จะเริ่มหยิบของเข้าปาก ดังนั้นของเล่นจะต้องสะอาดและไม่มีสิ่งสกปรกอยู่บริเวณนั้น และนอกจากนี้ต้องให้กระตุ้นให้เด็กยืนเดาะลูกกรงเองได้

อายุ 10 -1 ขวบ

ช่วงนี้ เด็กจะเริ่มตั้งไข่ได้ เดินเกาะไปตามสิ่งของต่าง ๆภายในบ้าน ซึ่งผู้ปกครองจะต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กเดินหยิบสิ่งของทีเป็นอันตรายเข้าปาก และฝึกให้เด็ก ๆยืนด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเกาะราว หรือที่เกาะ

ในช่วงเด็กวันยแรกเกิดจนถึงวัย1 ขวบนั้น เด็กๆ จะต้องเรียนรู้ และมีพัฒนาการทางด้านสมอง ร่างกาย และความจำ ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องใส่ใจ  และให้ความสำคัญในการดูแลเด็ก ๆ ในช่วงวันยนี้มาก ๆ ซึ่งหากว่าช่วยกระตุ้นให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการทางด้านร่างกายดีแล้ว สมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย มีพัฒนาการในการเจริญเติบโตได้ดี ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นาอย่างสมบูรณ์แข็งแรง พัฒนาการทางด้านนร่างกายและสติปัญญาก็เป็นเลิศด้วย

 …