หมวดหมู่: Uncategorized

ต้องใส่ใจ!วิธีการดูแลทารกแรกเกิด

No Comments

แน่นอนว่า เด็กวัยทารก แรกเกิดนั้น เป็นวัยที่ครอบครัว หรือคุณพ่อและแม่
ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษมากที่สุด พฤติกรรมหลักๆของเด็กวัยทารก
คงหนีไม่พ้น การนอหลับพักผ่อนและตื่นมาเพื่อกินแม่
อะไรคือสิ่งที่เราควรดูแลเป็นพิเศษมากที่สุด นี่คือ 5 ประการ ที่ต้องรู้ไว้
เริ่มจากการให้นมลูก แน่นอนว่าเด็กทารก
แทบจะทุกคนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนค่อนข้างมาก
จากนั้นพอตื่นขึ้นมาก็จะร้องกินนม ต่อด้วย นอนพักผ่อนต่อ เมื่อกินอิ่ม
สลับกันไปวนมาแบบนี้ทุกๆวัน โดยสำหรับคุณแม่นั้น ในระยะเด็กทารก 1 เดือน
ควรให้ปลุกให้ลูกน้อยตื่นขึ้นมาดูดนมทุกๆ 2-4 ชั่วโมง
ต่อมาเป็นการ อาบน้ำทารก สำคัญที่สุด เราควรใช้น้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม
ไม่เย็นจนหนาว หรือ ไม่ร้อนจนเกินไป ให้พออุ่นๆ
อีกอย่างควรใช้เวลาอาบไม่เกิน 5-7 นาที อาบวันละประมาณ 2 ครั้ง
รวมถึงไม่ควรอาบน้ำตอนกลางคืน หรือไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังให้นมด้วย
อย่างที่ 3 เป็นการขับถ่ายของทารก
โดยเด็กวัยนี้นั้นจะมีการขับถ่ายบ่อยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหลังการกินนมแม่
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คุณแม่หรือคนในครอบครัว ต้องรู้จักสังเกต
โดยทั่วไปแล้วถ้าทารกมีอาการงอแง อาจเป็นสัญญาณ
ไม่สบายตัวเพราะอึหรือฉี่มา ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เร็วที่สุด
และทำความสะอาดให้เรียบร้อย
ต่อด้วย การดูแลสะดือทารก โดยปกติทารกสะดือจะหลุดประมาณ 1-2 อาทิตย์
แต่ในกรณีที่เด็กยังสะดือไม่หลุด
ควรใช้สำลีชุบน้ำเปล่าหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดเบา ๆ
รอบโคนสะดือจากด้านในออกด้านนอก วันละประมาณ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย
หลังจากสายสะดือหลุดแล้วดูแลทำความสะดือลูกต่อด้วยการเช็ดและทำให้แห้ง
ทุกครั้ง ที่สำคัญ ไม่ควรใช้แป้ง
หรือยาโรยสะดือทุกชนิดเพราะจะทำให้สะดือดูเหมือนแห้งแต่ระหว่างรอยต่ออ
าจจะยังแฉะอยู่ และอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้

ปิดท้ายกันที่ การทำความสะอาดเสื้อผ้าทารก
เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากที่สุด ยกตัวอย่าง
การแยกผ้าที่สกปรกมากออกแยกเสื้อผ้าของลูกที่เลอะอุจจาระหรือปัสสาวะออ
กและทำความสะอาดก่อนนำไปซักรวมกับเสื้อผ้าตัวอื่นๆ…

Categories: Uncategorized

พฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยง “แท้ง”

No Comments

แท้ง คือการสูญเสียตัวอ่อนภายในช่วง 28 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

แต่การแท้งมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่คุณแม่มีอายุครรภ์ประมาณ 4-20 สัปดาห์
โดยสาเหตุการแท้งนั้นมีหลายสาเหตุ ทั้งการกระทบทางร่างกาย และจิตใจ
ทั้งนี้การแท้งเป็นเรื่องปกติที่คุณแม่หลายคนสามารถเผชิญได้ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับสเหตุที่แท้ง
และคำแนะนำในการดูแลไม่ให้เกิดการแท้งอีก ติดตามอ่านจ้า
1.ความผิดปกติของมดลูก
การแท้งย่อมเกิดขึ้นได้ หากคุณแม่มีเยื่อบุมดลูกไม่แข็งแรง
เพราะตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวต่อแรงดันของถุงน้ำคร่ำที่โตขึ้นได้
หรือหากฝังตัวได้แต่ก็ไม่สามารถเจริญเติบโต มดลูกมีการอักเสบ หรือมีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิดนั้นเอง
2.การปฏิสนธิและโครโมโซมผิดปกติ
โครโมโซมทารกผิดปกติ เป็นสาเหตุของการแท้งในช่วง 3 เดือนแรกที่พบได้บ่อยที่สุด
เพราะโครโมโซคือโครงสร้งขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยยีนส์ เมื่อไข่และสเปิร์มมาผสมกัน
บางครั้งโครโมโซมอาจจะบกพร่อง ไม่สามารถจับคู่กันได้อย่างสมบูรณ์ เป็นเหตุของการแท้งได้
3.สุขภาพร่างกายแม่
ปัญหาสุขภาพที่คุณแม่มี สุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัวเบาหวาน ความดันโลหิตสูงรุนแรง
โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคไต โรคไฮเปอร์ไทรอยด์ และไฮโปไทรอยด์ เป็นต้น ร่วมถึง อาหารเป็นพิษ
การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนทั้งหลายเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงต่อการแท้งได้เช่นกัน

4.อุบัติเหตุ
สาเหตุจากการแท้งเกิดจากอุบัติเหตุ คุณแม่ที่ ตั้งครรภ์ ควรระวัง คือ การขับรถเอง
ไปไหนมาไหนคนเดียวในที่ผู้คนพลุกพลาน โดนกระแทกอย่างรุนแรง ขับรถตกหลุมแล้วกระแทก
นั่งแล้วลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป ตกบันได ลื้นล้ม หรือเผลอยกของหนัก ก็เสี่ยงแท้งได้เหมือนกัน
5.การทำแท้ง
เป็นการใช้ยาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ โดยมีหลายวิธีการที่สามารถใช้เพื่อนำทารกออกจากมดลูก เช่น
ยารูปแบบเม็ดซึ่งสามารถรับประทานหรือสอด ยาชนิดนี้จะสามารถปิดกั้นฮอร์โมน เป็นต้น…

Categories: Uncategorized

5 วิธี บริหารสมองลูกน้อย

No Comments

วิธีที่1 : ชวนลูกเดินถอยหลัง
เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปเดินเล่นในช่วงเช้า หรือช่วงเย็นที่สวนสาธารณะ หรือในสวนหลังบ้านก็ได้
ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากการเดินไปข้างหน้าตามปกติ มาเล่นสนุก ๆ เพื่อออกกำลังกายสมองด้วยการเดินถอยหลัง
ลองเดินไปเดินมาเช่นนี้ สัก 4-5 รอบ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
วิธีนี้ได้ทั้งความสนุกสนานและสมองยังได้ออกกำลังกายอีกด้วย
วิธีที่ 2 : ชวนลูกนับเลขถอยหลัง
ตามปกติแล้วการนับเลขของลูกและของคนทั่วไปก็จะนับเรียงลำดับจากน้อยไปหามาก 1 2 3 … ลองมาเล่นสนุก ๆ
ด้วยการนับถอยหลัง หรืออาจจะท่อง A B C… ถอยหลังก็ได้ เริ่มจากง่าย ๆ ทำเช่นนี้บ่อย ๆ
สมองจะเกิดการเชื่อมโยงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
วิธีที่ 3 : เปลี่ยนมือข้างที่ไม่ถนัด
คนเรามักจะมีข้างที่ถนัดในการจับดินสอ ปากกา ช้อน ส่วนใหญ่จะเป็นข้างขวา
หรือบางคนจะถนัดซ้ายก็ไม่เป็นไรค่ะ สำหรับลูกถนัดการใช้มือข้างไหนคุณพ่อคุณแม่ทราบอยู่แล้ว
ที่นี้เราลองมาเปลี่ยนกิจวัตรเดิม ๆ จากการใช้มือข้างที่ถนัดมาเป็นอีกข้างหนึ่ง ที่ไม่ถนัด เช่น
ลองใช้มือข้างที่ไม่ถนัดหัดเขียนหนังสือ หรือแปรงฟัน หรือจับดินสอเขียนหนังสือ จับสีมาระบายรูปภาพเป็นต้น
ถือเป็นการกระตุ้นสมองจากที่เคยทำซ้ำ ๆ ให้สมองเรียนรู้เพิ่มเติมในการทำงานอีกข้างหนึ่ง
เป็นวิธีการออกกำลังกายสมองที่น่าสนุกนะคะ
วิธีที่ 4 : สลับที่ สลับทาง
วิธีการนี้คุณแม่อาจชวนลูกเล่นเกมสลับตำแหน่งสิ่งของที่เคยวางอยู่ที่เดิมเปลี่ยนมาไว้ที่ใหม่ ดูว่าลูกจำได้หรือไม่
หรืออาจจะช่วยกันจัดห้องนอน ห้องนั่งเล่น แล้วแต่สะดวก ลองจัดวางสิ่งใหม่ ๆ สลับตำแหน่งที่วาง โดยให้ลูกช่วย
การเรียนรู้ในการสลับที่สลับทาง ช่วยกระตุ้นสมองให้ออกกำลังกายได้อย่างดี
วิธีที่ 5 : เปลี่ยนวิธีการเดินทาง
กิจวัตรประจำวันเวลาจะไปที่ไหน คุณพ่อหรือคุณแม่มักจะขับรถไปให้ ลองเปลี่ยนบรรยากาศ พาลูกนั่งรถเมล์
นั่งเรือ ก็น่าสนุกไม่น้อย การเดินทางไปสถานที่แปลกใหม่ ทำให้สมองเกิดการเรียนรู้เพิ่มเติม
เพิ่มเนื้อที่ความจำให้มากขึ้น เมื่อสมองได้รับรู้สิ่งใหม่ ๆ สมองก็ได้ออกกำลังกายไปด้วย
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากสิ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมดแล้วนั้น อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด
คงหนีไม่พ้นเรื่องของความรักและความใส่ใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับลูกน้อย…

Categories: Uncategorized

8 อาหารต้องห้ามสำหรับคุณแม่ให้นมลูก

No Comments

ช่วงเวลาที่คุณแม่ให้นมลูกถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องได้รับการใส่ใจเป็น
พิเศษ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร คุณแม่ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
เพื่อที่จะได้มีสารอาหารเพียงพอที่จะให้ลูกทาน
นอกจากนั้นคุณแม่ยังต้องเลือกทานอาหารให้เหมาะสมด้วย
เพราะอาหารบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อลูกได้
ซึ่งอาหารที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงมีดังต่อไปนี้
1. คาเฟอีน
คาเฟอีน เป็นอาหารต้องห้ามสำหรับคนตั้งครรภ์อยู่แล้ว
เพื่อคลอดแล้วก็ยังไม่ควรทาน

เพราะว่าร่างกายของทารกไม่สามารถกำจัดสารคาเฟอีนเองได้
จะทานได้ก็ต่อเมื่อทารกมีวัย 3 เดือนขึ้นไป แต่ได้วันละไม่เกิน 2 แก้ว
2. ปลาทะเลน้ำลึก
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไหมทานปลาไม่ได้
ในเมื่อปลามีสารอาหารครบถ้วน
แต่เนื่องจากปลาทะเลน้ำลึกมีปริมาณสารปรอทค่อนข้างสูง
ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ อาจทำให้เกิดอันตรายต่อลูกได้
3. บล็อกโคลีและกระหล่ำปลี
ทั้งบล็อกโคลีและกระหล่ำปลีจะทำให้ทารกมีอาการท้องอืด หรือ
ปวดท้อง
เนื่องจากผักทั้งสองชนิดนี้จะทำให้เกิดก๊าซในกระเพาะอาหารนั้นเอง
4. ช็อคโกแลต
ในช่วงที่ทารกยังมีอายุไม่ถึง 3 เดือน คุณแม่ไม่ควรทานช็อกโกแลต
เพราะว่าช็อกโกแลตบางยี่ห้อมีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
5.ถั่วลิสง
มีคุณแม่หลายรายที่แพ้ถั่วพร้อมกับเด็กทารก
ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการทานถั่วไปก่อนในช่วง 1-6 เดือนแรก
6. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการทานทุกสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้การพัฒนาการของเด็กต่ำกว่าปกติ
และที่สำคัญยังทำลายเซลล์สมองของเด็กทารกอีกด้วย
7. ข้าวสาลี
เด็กทารกวัย 1-6 เดือน จะมีอาการแพ้อาหารค่อนข้างง่าย
โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง หรือข้าวสาลี
8. ผลไม้บางชนิด

หากคุณแม่ทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอย่าง มะนาว, มะม่วง หรือ
สับประรด จะส่งผลให้ทารกมีอาการปวดท้องได้
เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของทารกยังไม่สามารถรับสารอาหารเหล่านี้
ได้
แหล่งอาหารเดียวของทารกก็ คือ น้ำนมแม่
ดังนั้นคุณแม่ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจส่งผลกระทบต่อทารก
เพราะจะทำให้พัฒนาการของลูกน้อยไม่เป็นไปตามวัยและมีร่างกายไม่แข็
งแรง…

Categories: Uncategorized

วิธีการกระตุ้นทารกให้ฉลาด ตั้งแต่ในครรภ์

No Comments

คุณแม่ทุกท่านย่อมต้องการให้ลูกที่เกิดมาเป็นเด็กฉลาดมีสติปัญญาและอารมณ์ ซึ่งการะกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูก
ตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่นั้น สามารถทำได้หลายวิธีที่ทำให้ลูกให้ฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ดังนี้
1.อ่านหนังสือ
การอ่านหนังสือให้ทารกน้อยในท้องฟัง หรือพูดคุยสื่อสารระหว่างแม่กับลูก นอกจากจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์
ระหว่างกันแล้วเจ้าหนูจะจดจำน้ำเสียงของคุณแม่ได้ ที่สำคัญการเลือกหนังสือนั้น ควรเลือกหนังสือที่มีเรื่องราวสนุกสนานๆ
ทำให้สมองของเด็กงสามารถพัฒนาทักษะทางภาษาได้ดี ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ จนกระทั่งคลอด
2.ลูบท้อง
การลูบท้องควรลูบเป็นวงกลม จะจากบนลงล่างหรือจากล่างขึ้นบน
เพราะการลูบท้องนั้นจะช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกของลูกผ่านทางหน้าท้อง
ผิวของทารกจะสัมผัสกับผนังด้านในของมดลูก โดยคุณแม่จัสังเกตได้ว่าลูกที่อยูในครรภ์ จะเตะเพื่อโต้ตอบ
เหมือนกำลังเล่น
3.ไฟฉาย
ลูกที่อย่ในครรภ์ตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไป คุณแม่สามารถเริ่มส่องไฟที่หน้าท้อง เพื่อกระตุ้นสมองและการมองเห็นของลูก
เพราะในช่วง 7 เดือนนี้เด็กในครรภ์สมารถกระพริบตา เพื่อตอบสนองต่อแสงไปได้แล้ว
อีกทั้งยังเตรียมความพร้อมสำหรับการมองเห็นหลังจากที่คุณแม่คลอดออกมาแล้ว
4.เก้าอี้โยก
การนั้งเก้าอีโยกเป็นการช่วยพัฒนาเซลล์สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว
ในขณะที่คุณแม่นั่งเก้าอี้โยกนั้นลูกที่อยู่ในครรภ์จะตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมจะโอนเอนไปตามทิศทางที่คุณแม่โยก
เพื่อที่ลูกน้อยคลอดออกมาจะสามารถพลิกคว้ำและหงายได้อย่างรวดเร็ว…

Categories: Uncategorized

อุ้มลูกอย่างไร ให้ลูกสบายเนื้อสบายตัวถูกต้อง และปลอดภัย

No Comments

สำหรับแม่มือใหม่แล้ว การอุ้มลูกแรกเกิดนั้นไม่ง่ายเลย
เพราะกลัวว่าเจ้าตัวน้อยจะลื่นหล่นไปจากการอุ้มเพราะลูกยังบอบบางมาก สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ต้องมีคือ ความมั่นใจ
ในการอุ้มทารกที่ถูกต้อง ที่คุณแม่ควรได้ฝึกไว้ เพื่อให้แม่มั่นใจว่าการอุ้มลูกในครั้งต่อไป
การอุ้มทารกแรกเกิดจนถึง4 เดือน – คอยประคองศีรษะทารก เพราะศีรษะของทารกแรกเกิด
คือส่วนที่หนักและบอบบางที่สุด ประคองศีรษะของเขาแล้ว อย่าลืมประคองไหล่ของลูกด้วยยกตัวลูกขึ้นมาช้า ๆ เบา ๆ
มองหน้าลูกหรือพูดคัย จัดลูกให้อยู่ในท่าอุ้มที่คุณแม่หรือคุณพ่อถนัด

มีวิธีอุ้มลูก 3 แบบดังนี้
แบบที่ 1 อุ้มพาดบ่า – โดยเฉพาะการอุ้มพาดบ่าแขนข้างหนึ่งของเราพาดหลังลูก เพื่อให้ทำให้ทารกแรกเกิดเรอหลังดื่มนม
อย่าลืมคอยประคองศีรษะของลูกไปด้วย ไม่อย่างั้นศีรษะลูกอาจจะโยกไปมาทำให้เกิดอันตรายได้
แบบที่ 2 อุ้มนอนบนแขน – ให้คุณแม่อุ้มลูกน้อยหันหน้าลูกออก แล้วใช้มือข้างหนึ่งรองที่ก้น
ส่วนมืออีกข้างอ้อมมากอดลูกน้อย
แบบที่ 3 อุ้มลูกด้วยเป้อุ้มลูก – วิธีการอุ้มแบบนี้ก็เป็นการอุ้มอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ
ที่คุณแม่สามารถอุ้มลูกไปไหนมาไหรนอย่างสะดวกด้วย ทำอย่างอื่นไปด้วยได้ วิธีการก็ไม่ยากค่ะ
เพียงแค่คุณแม่มีอุปกรณ์การอุ้มที่ไว้แนบอก พวกกระเป๋า หรือเป้อุ้มลูก…

Categories: Uncategorized

5 ผลไม้ที่เหมาะสำหรับทารกวัย 6 เดือนขึ้นไป

No Comments

วันนี้เราจึงได้นำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับผลไม้ที่ทารกวัย 6
เดือนสามารถทานได้ฝากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กัน
ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างตามมาดูพร้อม ๆ กันเลย
1. กล้วย
นอกจากกล้วยจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอร่อยแล้ว
ยังอุดมไปด้วยโพแทสเซีม และใยอาหารที่ย่อยได้ง่าย
ดังนั้นเมื่อทารกทานกล้วยจะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี
และกล้วยที่เหมาะสำหรับทารก คือ กล้วยที่สุกจัด ๆ
2. ส้ม

ส้มเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี
ซึ่งเมื่อทานเข้าไปแล้วจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี
นอกจากนั้นยังช่วยให้ร่างกายสดชื่น
และยังช่วยย่อยโปรตีนในนมที่ลูกดื่มได้แนอย่างดี
3. มะม่วงสุก
นอกจากลูกจะได้รับความหวานแล้วจากการทานมะม่วงสุกแล้ว
เบต้าแคโรทีนที่มีอยู่ในมะม่วงงสุกยังช่วยทำให้สายตาของลูกดีขึ้นด้วย
นอกจากนั้นสารแอนติออกซิแดนท์ยังสามารถป้องกันการเสื่อมสภาพของเ
ซลล์ในร่างกายได้
4. แตงโม
แตงโม เป็นผลไม้รสหวานที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูงถึง 92
เปอร์เซ็นต์ จึงช่วยให้ร่างกายสดชื่น
นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เป็นยาระบายอ่อน ๆ
จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น
5. อะโวคาโด
เนื่องจากอโวคาโดเป็นผลไม้เนื้ออ่อนที่เป็นแหล่งสะสมของวิตามินอี
และ กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย จึงช่วยบำรุงหัวใจได้
แต่ควรจำกัดปริมาณในการให้ลูกทาน
เพราะอโวคาโดมีปริมาณไขมันค่อนข้างสูง
ซึ่งไม่เหมาะหากลูกจะทานมากเกินไป
ก่อนที่จะเลือกผลไม้ให้ลูกทาน
ต้องไม่ลืมว่าระบบขับถ่ายของเขาและเราต่างกันมากขนานไหน
ดังนั้นผลไม้ที่คุณพ่อคุณแม่เลือกให้ลูกทานควรเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และ
มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเขา…

Categories: Uncategorized

อาหารเสริมวิตามินนั้นสำคัญกับเด็กแค่ไหน

No Comments

 

คงมีปัญหาที่เกี่ยวกับลูกไม่ยอมรับประทานข้าวเกิดขึ้นไม่น้อย ทำให้คุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตไม่ครบถ้วน ซึ่งปัญหาเหล่านี้บางทีก็ต้องใช้ตัวช่วย ในเมื่อทานเข้าหรืออาหารได้น้อย ก็ต้องใช้อาหารเสริมให้ลูกได้รับประทาน เพื่อการได้รับสารอาหารในร่างกายมากเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอาหารซึ่งอาจมาในรูปแบบของช็อคโกแลต ยา หรือขนมหวานต่างๆ มาให้ลูกได้รับประทานเพื่อชดเชยในสิ่งที่ขาดไป

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของอาหารเสริมและวิตามิน นั้นมีความสำคัญกับลูกน้อยมากแค่ไหน พร้อมกับแนะนำอาหารเสริมที่มีคุณภาพและควรแก่การให้ลูกบริโภค

ถ้าพูดถึงอาหารเสริมนั้นไม่ใช่ว่าจะสามารถทานได้แบบไม่มีลิมิต เพราะว่าวิตามินบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายนั้นก็มีข้อจำกัดในการรับประทานอยู่ด้วยแม้ว่าร่างกายจะขับวิตามินส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะ แต่การกินวิตามินบางชนิดในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิดการสะสมในร่างกายและเกิดผลข้างเคียงได้จึงเป็นเรื่องที่ไม่แนะนำ นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามในการกิน วิตามินเสริมด้วย ซึ่งถ้าจะเอาให้ปลอดภัยควรอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรจะดีที่สุด

ซึ่งสารอาหารทั่วไปที่สำคัญต่อร่างกายของเด็กๆ มักจะเป็นจำพวกวิตามินอย่าง A, B1, B6, B12, C, D, E และ K รวมไปถึงสารอาหารอื่นๆอย่าง ธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม และโฟลิก DHA โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ด้วย

คราวนี้มาพูดถึงอาหารเสริมที่มีอยู่ในบ้านเราว่ายี่ห้อไหนที่ควรใช้และมีสรรพคุณที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง เริ่มจาก

Nutroplex Oligo Plus

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดน้ำ ที่มีส่วนประกอบของโอลิโกฟรุคโตส วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินดี แคลเซียม แมกนีเซียม กรดอะมิโน และเสริมธาตุเหล็กเข้าไปด้วย ตัวนี้จะเน้นสำหรับเด็กที่กินยาก เลือกกิน กินอาหารไม่ครบ รวมไปถึงขับถ่ายยาก เพราะมีใยอาหารอย่างโอลิโกฟรุคโตสเป็นส่วนประกอบหลัก รสชาติและกลิ่นถือว่าดี ทานง่าย แถมรายละเอียดระบุชัดว่าแต่ละวัยควรกินในปริมาณเท่าไหร่

Seven Sea Ocean Gold

เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เบื่ออาหาร หรือเด็กที่อยู่ในช่วงเจ็บป่วยหรือระยะพักฟื้น รสชาติหวานกลิ่นส้ม แอบขมนิดๆ และมีกลิ่นของยา ถ้าเด็กไม่ชอบอาจกินยาก แต่ข้อดีคือมีโอเมก้า 3 และมีวิตามินซีสูง

Scott’s วิตามินซี

วิตามินชนิดเม็ดแบบเจลลี่ รสชาติเหมือนขนมเจลลาตินทั่วๆ ไป กินง่าย แต่ผู้ใหญ่ต้องคอยกำกับให้ลูกเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน เนื่องจากตัวเจลี่ค่อนข้างเหนียว ถ้าเคียวไม่ละเอียดอาจติดคอได้ แต่ข้อดีคือมีวิตามินซีสูง จึงเหมาะสำหรับเด็กที่กินผลไม้น้อย ช่วยป้องกันหวัดได้

 …

Categories: Uncategorized