ท่าออกกำลังกายดีๆ สำหรับสตรีตั้งครรภ์

No Comments

การออกกำลังกายสำหรับคนท้องสามารถทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์สามเดือนเป็นต้นไป
ในช่วงระยะเวลาแห่งการตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณแม่ต้องการการบำรุงและดูแลเป็นพิเศษ
ซึ่งนอกจากจะต้องบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่มีประโยชน์แล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญนั่นก็คือการออกกำลังกาย
เพราะเป็นวิธีที่จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย
ช่วยลดอาการปวดเมื่อย เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง พร้อมที่จะแบกน้ำหนักครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้น
ทั้งยังมีส่วนช่วยให้คุณแม่คลอดง่าย ที่สำคัญยังทำให้รูปร่างของคุณแม่ตั้งครรภ์ฟิตแอนด์เฟิร์ม ไม่อ้วนง่าย
และยังช่วยให้คุณแม่หลังคลอดกลับมามีหุ่นดีเหมือนเดิมได้ง่ายขึ้นอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายในช่วงตั้งครรภ์นี้
ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับช่วงอายุครรภ์ พร้อมกับออกกำลังกายอย่างระมัดระวัง ไม่หักโหมจนเกินไป
หรือควรออกกำลังกายในท่าทางที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักกายภาพบำบัด
นักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มีประสบการณ์ในการเทรนคุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นต้น
ซึ่งการบริหารที่ไม่เป็นอันตรายและสามารถทำได้สม่ำเสมอในทุกช่วงอายุครรภ์ คือ การฝึกบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอด
ช่วยให้กล้ามเนื้อช่องคลอดแข็งแรง เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1. บริหารกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและอุ้งเชิงกราน
เป็นท่าที่มีประโยชน์สำหรับการคลอด
เพราะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนล่างยืดขยายและมีความยืดหยุ่น
ทั้งยังช่วยลดอาการปวดหลังได้ดี โดยให้คุณแม่นอนหงายกับพื้น ชันเข่า
และแยกขาออกจากกันเล็กน้อย วางแขนทั้งสองข้างชิดลำตัว
สูดลมหายใจเข้า กลั้นไว้พร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา และหน้าท้อง
แล้วแอ่นหลังขึ้นโดยที่ไหล่กับสะโพกยังแนบติดพื้น หายใจออกช้า ๆ
พร้อมกับกดหลังให้ติดกับพื้นตามเดิม โดยให้ทำ 10 ครั้ง
2. ท่าบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอด อุ้งเชิงกราน และฝีเย็บ
เป็นท่าที่ช่วยให้ฝีเย็บยืดขยาย สามารถควบคุมได้ง่าย
คุณแม่สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่ขมิบและคลายกล้ามเนื้อรอบ ๆ
ช่องคลอด ทวารหนัก และช่องปัสสาวะ ในขณะที่ขมิบให้หายใจเข้า
และในขณะที่คลายให้หายใจออก โดยให้ทำ 20-30 ครั้ง
3. ท่านั่งแบะดึงข้อเท้า ให้คุณแม่นั่งหลังตรงอย่างสบาย ๆ
บนพื้นราบหรือบนหมอนนุ่ม ๆ เหยียดขาออกทั้งสองข้าง
เอื้อมมือจับข้อเท้าแต่ละข้างไว้ งอเข่า จับฝาเท้าทั้งสองมาชนกัน แล้วค่อย ๆ
ดึงข้อเท้าเข้าหาอุ้งเชิงกรานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แล้วค่อยแบะขาทั้งสองข้างให้กางออกอย่างช้า ๆ หัวเข่าก็จะลดต่ำลงเรื่อย ๆ
ตั้งสมาธิ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พุ่งลงไปยังอุ้งเชิงกราน
ในขณะเดียวกันก็ยืดตัวยกกระดูกสันหลังให้สูง ต่อจากนั้นก็หายใจออกช้า ๆ
ให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย โดยเฉพาะบริเวณไหล่และต้นคอ
(ในช่วงแรกคุณแม่อาจจะไม่สามารถดึงข้อเท้าเข้าหาอุ้งเชิงกรานได้อย่างใจ
คิด แต่คุณแม่ควรเริ่มฝึกด้วยการจับข้อเท้าให้ชิดกันห่างจากตัวประมาณ 1 ฟุต
ซึ่งการฝึกทุกวันจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวมากขึ้นและจะคล่องตัวในไม่ช้า)
4. ท่านั่งยอง ๆ หลังจากที่คุณแม่ได้ยืนตรง
โดยให้ขาทั้งสองข้างรับน้ำหนักตัวอย่างมั่นคงแล้ว ให้คุณแม่ค่อย ๆ
ย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ให้ได้ต่ำที่สุด จับมือสองข้างเกี่ยวกันไว้
ใช้ศอกดันตรงหัวเข่าให้กางออกช้า ๆ น้ำหนักจะพุ่งลงไปยังเท้าสองข้าง
คุณแม่จะนั่งยอง ๆ ในท่านี้ได้นานเท่าไรก็ได้ จนกว่าจะรู้สึกเหนื่อย
แล้วจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง หรืออาจโน้มตัวลงในท่าคุกเข่าก่อนแล้วค่อย ๆ ยืนขึ้นก็ได้…

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในหญิงตั้งครรภ์

No Comments

ปัจจุบันคุณแม่ตั้งครรภ์หันมาออกกำลังกันมากขึ้น
อาจจะหาความรู้จากในอินเตอร์เน็ต ปรึกษานักกายภาพบำบัด
หรือมีเทรนเนอร์ในการช่วยควบคุมดูแล
ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นการออกกำลังกายทุกประเภทย่อมมีข้อจำกัดแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
การฝึกควรทำภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญปรึกษาแพทย์
และทราบข้อจำกัดของตนเอง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
แต่หากคุณแม่มิได้มีข้อจำกัดในการออกกำลังกาย
และแพทย์ผู้ดูแลอนุญาตให้ฝึกได้ ก็จะเป็นมีประโยชน์หลายประการ ดังนี้
1. การออกกำลังกายที่ไม่หักโหมมากนักจะทำให้คุณแม่รู้สึกปลอดโปร่ง
สดชื่นสบายตัว มีท่าทางกระฉับกระเฉง
เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
ช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่หลัง และลดอาการเป็นตะคริวได้
2.ช่วยให้คุณแม่นอนหลับสบายและผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงาน
รวมถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอด
3. คุณแม่จะมีเรี่ยวแรงและพลังในการใช้ชีวิตในแต่ละวันเพิ่มขึ้น
เพราะการออกกำลังกายจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์
ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดี รวมทั้งทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเชิงกรานแข็งแรงยิ่งขึ้น
ช่วยเพิ่มพลังและความอดทนเมื่อต้องเจ็บครรภ์เป็นเวลานานและตอนเบ่งคลอด
4.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้
ดีขึ้น การขับถ่ายเป็นปกติ ท้องไม่ผูกหรือมีอาการท้องผูกลดน้อยลง
5. การออกกำลังช่วยให้ร่างกายสามารถเผาผลาญอาหารส่วนเกิน
ไขมันจึงไม่สะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมากนัก
จึงช่วยควบคุมน้ำหนักของคุณแม่มิให้เพิ่มมากขึ้นจนเกินไป
และทำให้คุณแม่สามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้นโดยไม่อ้วน
แต่ได้ประโยชน์กับลูกน้อย
6.คุณแม่ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระหว่างการตั้งครรภ์จะส่งผลดีต่อลูก
น้อยอย่างมาก เพราะในขณะที่ออกกำลังกาย
ระบบการไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น การถ่ายเทออกซิเจนไปสู่ลูกจึงดีขึ้น
ทำให้เจ้าตัวน้อยในท้องเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง
ในช่วงต้นของการออกกำลังกาย
ฮอร์โมนอะดรีนาลินที่หลั่งออกมาจะผ่านไปยังมดลูกในท้อง
ทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหมือนได้ออกกำลังกายไปพร้อม ๆ
คุณแม่ ส่วนสารแห่งความสุข (Endorphin)
ที่ได้รับจากการออกกำลังกายจะทำให้คุณแม่มีความสุขอยู่นานกว่า 8 ชั่วโมง
ลูกจึงมีความสุขไปพร้อมกับแม่ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ลูกน้อยยังสามารถทนต่อสภาพความเครียดที่เกิดขึ้นในระหว่างที่อยู่ในครรภ์และในระหว่างการคลอดได้ดี
ไขมันจะสะสมที่ตัวลูกไม่มากแม้น้ำหนักแรกคลอดของลูกอาจน้อยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับผิดปกติ
แต่จะส่งผลดีในระยะยาว คือ ช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะเด็กอ้วนในระยะ 5ขวบแรกได้ ซึ่งผลดีนี้อาจจะมีไปถึงช่วงที่โตเป็นผู้ใหญ่ด้วย
7.คุณแม่สามารถปรับตัวได้ดียิ่งขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระหว่างการตั้งครรภ์
8. คุณแม่จะมีความพร้อมในการคลอดมากขึ้น
ถ้ามีการบริหารร่างกายตลอดเวลาการตั้งครรภ์
9. คุณแม่ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมักจะคลอดบุตรง่ายเพราะจากการศึกษาพบว่า
คุณแม่ที่เป็นนักกีฬาจะคลอดบุตรได้ง่ายและสะดวกมากกว่าคุณแม่ทั่วไปที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
10. หลังคลอดร่างกายของคุณแม่จะฟื้นตัวกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็ว
ยิ่งถ้าคุณแม่สามารถบริหารร่างกายหลังคลอดด้วยแล้วรูปร่างก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เร็วยิ่งขึ้น…

สุดสัปดาห์นี้ พาเด็ก ๆ ไปเที่ยวที่ไหนดีนะ ตอนจบ

No Comments

ด้วยความที่สถานที่สำหรับเด็ก ๆ ที่มีในกรุงเทพนั้นมีมากมายตอนเดียวคงบรรยายไม่หมด
ในตอนต่อมานี้ก็ยังคงเป็นการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็กอีกครั้ง
ซึ่งสถานที่ที่แนะนำนี้นอกจากจะมอบความสนุกให้กับเด็ก ๆ แล้ว
ยังเป็นการร่วมกิจกรรมกันของครอบครัว ดีไม่ดีคุณพ่อ- คุณแม่อาจสนุกกว่าลูก ๆ ก็เป็นได้
5. Funarium – สุขุมวิท 26
Funarium สวนสนุกในร่มสำหรับเด็กที่สร้างขึ้นด้วยมาตรฐานระดับโลก
เป็น ที่เที่ยวสำหรับเด็ก 2018 ที่ภายในมีโซนน่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
โซนเด็กเล็ก ที่ออกแบบมาสำหรับเด็กจิ๋วจนถึงอายุ 4 ขวบ
มีสไลเดอร์ขนาดย่อมให้ได้สนุกกัน, โซนเด็กอายุ 4-13 ปี
จะมีความแอดเวนเจอร์ขึ้นมาหน่อย มีที่ปีนป่าย กระโดดโลดเต้น
และสไลเดอร์สุดสนุก, โซนกีฬา มีสนามบาส
สนามฟุตบอลขนาดย่อมให้น้องๆ ได้ขยับร่างกาย
แถมยังมีลานสเกตให้ได้ไถโรลเลอร์สเกตกันด้วย
นอกจากนี้ยังมีโซนสำหรับทำอาหารและงานศิลปะกันด้วย
หากหิวเมื่อไหร่ก็ฝากท้องไว้ที่ FUN CAFE’ ได้เลย
มีอาหารตกแต่งน่ารักบริการทั้งคุณผู้ปกครองและน้องๆ หลายเมนู
6. Lazgam – สุขุมวิท 22
Lazgam สนามยิงเลเซอร์สุดมันส์ที่จะ พาลูกเที่ยว ไปยังโลกอนาคต
เมื่อเข้าไปภายในสนามเลเซอร์ก็เตรียมสนุกกันได้เลย
วิธีการเล่นก็เพียงแค่ยิงเลเซอร์ใส่ฝ่ายตรงข้ามเราก็จะได้คะแนน
แต่ถ้าเราโดนยิงจะไม่สามารถยิงใครได้ 5 วินาที
ซึ่งในสนามจะมีลักษณะเป็นเขาวงกต เรียกว่าวิ่งเล่นกันมันส์แน่นอน
ภายในมีไอเท็มพิเศษตามจุดต่างๆ ด้วย เช่น หายตัวได้, แฝงตัวเป็นทีมอื่น
เป็นต้น เมื่อจบเกมก็จะมีแผ่นสรุปสกอร์ให้เก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
เป็นอีกที่เที่ยวที่สนุกและตื่นเต้น ที่นี่ให้น้องๆ ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไปเข้ามาเล่นเท่านั้น
7. FAM Playland – เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์
สวนสนุกในร่มที่จะเรียกให้น้องๆ ได้ขยับแข้งขา
พร้อมขุดจินตนาการแบบไร้ขีดจำกัด แบ่งออกเป็น 2 โซนคือ Physical activity
ที่มีสไลเดอร์หลากสไตล์ ให้น้องๆ
ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ปีนป่ายอย่างสนุกสนาน ไฮไลท์อยู่ที่ Airbag Freedrop
ที่จะให้น้องๆ พิชิตความกลัว กระโดดจากที่สูงประมาณ 3 เมตร
ลงมายังถุงยักษ์ นอกจากนี้ยังมีโซน Engagement activity ที่ให้น้องๆ
ได้ฝึกจินตนาการกับกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการต่อบล็อกเป็นหุ่นยนต์
หรือการสอนภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับการสร้างงานศิลปะ พาลูกเที่ยว
ที่นี่ครั้งเดียวได้ทั้งความสนุกและได้ฝึกทักษะหลากหลายแน่นอน
8. Sea life Paragon – สยามพารากอน
ท่องโลกใต้ท้องทะเลสุดมหัศจรรย์กันที่ Sea life Paragon
ทักทายกับหมึกยักษ์แปซิฟิกและปูแมงมุมยักษ์ที่ชอบหลบอยู่ในโขดหิน
จากนั้นไปตื่นเต้นกันที่โซน Shark Walk เดินผ่านกระจกใสบางๆ
ที่กั้นระหว่างเราและฉลามกว่า 5 สายพันธุ์! ตื่นตาไปกับโซน Coral Reef
กับปะการังหลากสีสัน พร้อมเข้าสู่โซนป่าดิบชื้น
ตะลึงไปกับปลาตัวยักษ์ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
สดใสไปกับเหล่าเพนกวินที่ยืนรอต้อนรับ และเดินทางเข้าสู่โลกทะเล
กับอุโมงค์น้ำที่สูงถึง 8 เมตรเลยทีเดียว
กิจกรรมไฮไลท์อยู่ที่การลงไปใกล้ชิดกับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลทั้งฉลาม
ปลากระเบน และปลานานาพันธุ์บนเรือท้องกระจกบางใส
สนุกกับการชมพนักงานให้อาหารสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด เป็น
ที่เที่ยวสำหรับเด็ก 2018 ที่จะให้น้องๆ ได้สัมผัสโลกใต้ทะเลอย่างแท้จริง…

แนะนำอยากให้คุณแม่วัยทีนอยากแข็งแรงหุ่นซูเปอร์โมเดล

No Comments

ทั้งปกติแล้ว การเจริญเติบโตของร่างก่ายในแง่ความสูงจะหยุดลงเมื่ออายุ 18-20
(แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคน) จึงน่าลุ้นสำหรับคนที่คิดว่า ตัวเองยังอยากสูงอีก โดยทั้งหมดนี้คือ กิจกรรม 10 ประเภทที่จะช่วยได้
ด้วยการความเพิ่มยืดหยุ่นให้กับร่างกาย ซึ่งมีทั้งการเคลื่อนไหวขึ้น/ลงและเสริมความแข็งแรงได้ด้วย
1.โหนราวเหล็กหรือบาร์
หนึ่งในการออกกำลังกาย ซึ่งได้รับการยอมรับว่า ทำได้ไม่ยากและเห็นผลที่สุด
สำหรับการเพิ่มความสูง โดยการยืดกระดูกสันหลังที่บริเวณกระดูกอ่อน
2.บาสเก็ตบอล/กระโดดเชือก
กิจกรรมเหล่านี้ เหมาะกับคนอยากสูง เพราะเกี่ยวข้องกับการกระโดด
โดยจะช่วยเพิ่มเลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระดูกชิ้นยาวและเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อได้
3.การยืดร่างกายด้วยท่างู
นอนคว่ำให้เข่าติดพื้น จากนั้นดันร่างกายส่วนบนขึ้นด้วยแขน
โดยยืดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาประมาณ 15-20 วินาที โดยช่วยเพิ่มความสูงได้
4.การยืนแล้วโค้งตัวเตะพื้น
ทำได้ไม่ยาก ด้วยการยืนตัวตรงก่อน จากนั้นก็โค้งตัวลงไปให้มือแตะพื้น
โดยในระหว่างทำท่านี้ ต้องพยายามทำตัวให้ตรงเข้าไว้ และไม่งอ/พับเข่าด้วย
5.นอนหงายเพื่อยืดตัวสองทาง
นอนหงายกับพื้น ยกมือขึ้นเหนือหัว จากนั้นยืดแขนและขาพร้อมกัน ค้างไว้ 20วินาที
เพื่อเป็นการขยายร่างกาย โดยให้ฝึกทำ 2 – 3 เซ็ตต่อครั้ง
6.การยืนแล้วเหยียดตัวตรง
นี่เป็นลักษณะการยืนด้วยนิ้วเท้า โดยเขย่งตัวพร้อมชูแขนทั้งสองข้างให้สูงที่สุด
เพื่อยกร่างกายขึ้นไป ซึ่งจะช่วยยืดกระดูกสันหลัง
แถมเพิ่มระบบการหมุนเวียนเลือดไปยังส่วนล่างของร่างกาย
สำหรับท่านี้นั้นให้ทำค้างไว้ประมาณ 30 วินาทีต่อ 1 ยก
7.ยืดกระดูกขาด้วยท่าเตะ
ทำเพื่อเพิ่มความยาวส่วนล่างของร่างกาย
โดยแค่ยืนตัวตรงแล้วทำท่าเตะด้วยความกระชับกระเฉงจะสามารถช่วยเรื่องการยืดกระดูกอ่อนได้…

ทำอย่างไรให้ลูกน้อยพัฒนา EQ ได้ดีขึ้น

No Comments

คุณพ่อคุณหมายหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า EQ
แต่ก็ยังสงสัยว่าคืออะไร สำหรับ EQ
นั้นหมายถึงการวัดความฉลาดทางอารมณ์ เชาวน์อารมณ์ หรือ
Emotional Intelligence
ซึ่งเป็นความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
มีแรงจูงใจในตนเอง และจัดการอารมณ์ต่างๆ ได้
อันจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตอย่างสร้างสรรค์และมีค
วามสุข ทั้งชีวิตส่วนตัว ครอบครัว สังคม
และชีวิตทำงานของเด็กในอนาคต
ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือทักษะ EQ
คุณพ่อคุณแม่นั้นสามารถฝึกฝนให้กับลูกน้อยได้ด้วย แต่จะทำอย่างไร
โดยวันนี้เรามีเทคนิคการฝึก EQ
ของลูกน้อยมาฝากกันจะมีกิจกรรมอะไรบ้านไปดูกันเลย
1.การพาลูกทำกิจกรรมต่างๆ
การเล่นช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อย
โดยคุณพ่อคุณแม่ควรเน้นของเล่นที่เสริมทักษะ
และสร้างความสนุกสนานพร้อมกับการเรียนรู้ให้เหมาะในแต่ละช่วงวัย
เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับเด็กคนอื่นๆ
รวมไปถึงการทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น
การเข้าค่ายเข้าคอร์สที่ฝึกทักษะต่างๆ เช่น การวาดรูป การร้องเพลง
ก็จะช่วยให้เขาจะรู้จักการปรับตัว รู้จักการพูดคุยสื่อสาร
การถ่ายทอดความคิดและการแสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม
ซึ่งจะช่วยพัฒนาและสร้างพื้นฐานทางด้านสังคมให้แก่ลูกน้อย
2.เปิดเพลงให้ฟังบ่อยๆ
คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าการให้ลูกฟังดนตรีบ่อย ๆ
จะช่วยทำให้เขามีสมาธิมากขึ้น มีความจำที่ดี มีความกระตือรือร้น
ทั้งยังช่วยพัฒนาสมาธิด้านการฟังมากขึ้นอีกด้วย

โดยเฉพาะการฟังดนตรีคลาสสิก
ซึ่งเป็นเสียงดนตรีที่มีคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบ
ทำให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย สมองจึงเปิดรับสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จินตนาการ
และความคิดสร้างสรรค์
3.หมั่นพูดคุยและอ่านหนังสือกับลูกน้อย
คุณพ่อคุณแม่หมั่นพูดคุยโต้ตอบกับลูกบ่อย ๆ
ในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ตอนอาบน้ำ ตอนทานข้าว
ตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ ถามว่าลูกกำลังคิดหรือรู้สึกอะไร
พร้อมรับฟังลูกเมื่อเขามีคำถาม
และพยายามตอบคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่คุณรู้

นอกจากนี้การอ่านหนังสือกับลูกน้อยพร้อมกับฝึกให้ลูกอ่านตามนั้น
จะช่วยพัฒนาทักษะด้านการอ่าน ด้านการสื่อสาร
และการทำความเข้าใจ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจอ่านหนังสือนิทาน หรือ
สารคดีสั้น ๆ เล่าให้เขาฟังหรือฝึกให้เขาอ่านตามประโยค
ก็จะช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษาและเป็นการฝึกสมาธิ
4.เป็นแบบอย่างที่ดี
เด็กก็เหมือนกันผ้าขาว เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญที่สุด คือ
คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก ๆ
เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องสอนเลย ยกตัวอย่างเช่น
การฝึกนิสัยรักการอ่าน หากคุณพ่อคุณแม่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ่อย ๆ
ยามว่าง หรืออ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง
พร้อมพูดคุยกับลูกเรื่องหนังสือที่เขาอ่าน
ก็จะส่งผลให้เขาซึมซับการอ่านหนังสือไปได้โดยไม่รู้ตัว…

Categories: Uncategorized

ท้องยากต้องทำอย่างไร

No Comments

แต่งงานมาก็หลายปี แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะได้เป็นพ่อคนแม่คน
ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบางครอบครัวที่ต้องการจะมีบุตรและ
พยายามทำทุกวิถีทางแล้วแต่ก็ยังแห้ว ดังนั้น เราจึงออกไปสรรหาสารพัดเคล็ดลับที่จะไม่ลับเพื่อมาแชร์กับคุณๆ
เผื่อว่านี่จะเป็นตัวช่วยสุดเจ๋งที่จะทำให้คุณมีเบบี๋ได้ในเร็ววัน
เคล็ดลับช่วยผู้มีบุตรยากให้มีลูกสมใจ
1.นับวันไข่ตกคลาดเคลื่อน วันไข่ตกอาจแตกต่างกันไปในผู้หญิงแต่ละคน ผู้หญิงหลายคนคำนวณวันไข่ตกในวันที่
14 หลังวันแรกของประจำเดือน เพราะรอบเดือนของผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในรอบ 28 วัน
2.สารหล่อลื่นที่มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์ม กรณีที่ใช้สารหล่อลื่น คุณควรตรวจเช็คคุณสมบัติว่า มีสารฆ่าสเปิร์มหรือไม่
3.สุขภาพไม่แข็งแรง เช่น น้ำหนักของคู่รักมากเกินไป หรือไม่รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
ซึ่งผู้มีบุตรยากควรรับประทานแต่สิ่งที่ดี เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว ฯลฯ เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพ
4.อายุของภรรยา จากการวิจัยพบว่า ผู้หญิงอายุ 25 ปี
ที่มีสามีอายุใกล้เคียงกันจะมีการตั้งครรภ์ได้ง่ายกว่าในช่วงอายุอื่นๆ คือใน 100 คู่ จะตั้งครรภ์ได้ 50 คู่ ภายในเวลา
5 เดือน, 75 คู่ในเวลา 10 เดือน และอายุที่มากขึ้น (กว่า 25 ปี) ทุกๆ 5 ปี จะต้องใช้เวลายาวขึ้นเกือบเท่า
ตัวในการตั้งครรภ์หมายถึงจะตั้งครรภ์ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้นนั่นเอง
5.กลุ่มผู้ชาย จะมีปัญหาในเรื่องของคุณภาพน้ำอสุจิจึงทำให้มีโอกาสมีลูกยาก โดยการวิจัยจากกลุ่มวัยรุ่นอายุ 19
ปีจำนวน 1,568 คน โดยการนับจำนวนอสุจิพบว่า ผู้ที่อ้วนจะมีจำนวนอสุจิลดลง 22% และมีความเข้มข้นลดลง
24% ขณะที่กลุ่มผู้หญิงมีรูปร่างอ้วนก็มักจะมีปัญหาประจำเดือนและการตกไข่ไม่ ปกติจึงทำให้มีบุตรยาก
เคล็ดลับช่วยผู้มีบุตรยาก ให้มีลูกสมใจด้วยการทานเพิ่มความฟิต
ถ้าจะว่ากันด้วยเรื่องของสารพัดวิธีช่วย ให้มีบุตร เราก็อาจเริ่มต้นจากพฤติกรรมการทาน
ซึ่งก็มีอาหารหลากหลายชนิดที่เชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมส่วนต่างๆ ให้คู่รักพร้อมสำหรับการจะมีลูก
สำหรับเพศชายให้เน้นอาหารที่มี โปรตีน สังกะสี แมงกานีส และเบต้าแคโรทีน
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของเสปิร์ม ส่วนเพศหญิงควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
ซึ่งจะส่งผลช่วยให้ไข่ตกและฮอร์โมนเป็นปกติ
เคล็ดลับช่วยผู้มีบุตรยาก ให้มีลูกสมใจด้วยการทานอาหาร
1. แครอทและแอปริคอท เนื่องจาก แครอทมีสารเบต้าแคโรทีนสูงที่เชื่อกันว่า
เบต้าแคโรทีนช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มและระดับฮอร์โมนเพศโปรเจสเตอโรน
ส่วนแอปริคอทมีสารเบต้าแคโรทีนและแมงกานีสสูง ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดถูกใช้ในการสร้างฮอร์โมน
2. กล้วยหอม กล้วย มีโปตัสเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท แถมยังมีวิตามินบี 6
ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างสารสื่อประสาทในสมองอีกด้วย
3. มะเดื่อ มะเดื่อ มีวิตามินบีชนิดไนอะซินสูง
ซึ่งวิตามินชนิดนี้ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในทุกส่วนของร่างกาย และมีแมกนีเซียมสูง
ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมน
4. หน่อไม้ฝรั่ง เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นแหล่งของไนอะซินช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
5. สัตว์ทะเล เช่น หอยนางรมมีแร่ธาตุสังกะสีที่สูง ซึ่งช่วยทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ดังนั้น
จึงเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ สังกะสียังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต่อมลูกหมากบวมอักเสบ
ซึ่งถ้าเกิดกับชายใดก็จะทำให้เกิดปัญหาทางเพศได้เช่นกัน
6. เลือกอาหารที่มีวิตามินบี 12 ซึ่งมีส่วนต่อการสร้างสารสื่อประสาทในสมองที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกทางเพศ
นอกจากเรื่องของอาหารการกินแล้ว
พวกไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการมีบุตรยากได้เช่นกัน โดยปัญหาของฝ่ายชาย
มักมากจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด ซึ่งส่งผลทำให้ตัวอสุจิมีจำนวนน้อยลงและไม่แข็งแรง
ทำให้อัตราการตั้งครรภ์ลดลง นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ก็ควรห่างเข้าไว้
เพราะสารนิโคตินอาจลดความรู้สึกทางเพศในชาย บรรดาสารเสพติด สารพิษ ควันเสียยาฆ่าแมลง ความเครียด
ขาดการออกกำลังกาย และอัณฑะถูกความร้อนบ่อยๆ (เช่นขี่มอเตอร์ไซค์ที่อานตากแดดจนร้อนโดยไม่หาอะไรรอง หรือ วางคอมพิวเตอร์แลปทอปไว้บนตัก แช่น้ำอุ่น
อบเซาน่า ฟฟฯลฯ) ก็ทำอาจทำให้โอกาสการมีบุตรลดลงเช่นกัน…

ปัญหาการกินสำหรับเด็กเป็นอย่างไร

No Comments

การกินอาหารสำหรับเด็กนั้นคือการให้สารอาหารแก่เด็กเพื่อให้เด็กมีการเจริญเติบโตที่เเข็งเเรงเเละเหมาะสมกับวัย
เด็กเล็กต้องมีผู้ใหญ่ป้อนส่วนเด็กโตรับประทานเองได้เเล้วเเละต้องคำนึงถึงสารอาหารที่เด็กควรจะได้รับแล้วเเละผู้ใหญ่ต้องเเนะนำ
การรับประทานอาหารสำหรับเด็กให้ดีปัญหาการกินของเด็กคือ กินยาก ไม่ยอมกินข้าว เบื่ออาหาร กินช้า อมข้าว ฯลฯ
เป็นปัญหาที่พบบ่อยเนื่องจากความไม่เข้าใจในพัฒนาการและธรรมชาติการกินของเด็ก
ในปัจจุบันพบปัญหาเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆทำให้เกิดความเครียดต่อทั้งผู้ปกครองและเด็กได้อย่างมากเลยทีเดียว
และหากผู้ปกครองแก้ไขปัญหาไม่ถูกต้อง ปัญหานี้ก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและเด็ก
ดังนั้นจึงควรมีการป้องกันที่ดีและรีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวตั้งแต่เบื้องต้นกัน สำหรับปัญหาการกินในเด็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย
มีรายงานอุบัติการณ์ที่พบในเด็กปกติได้ร้อยละ20-50 และในเด็กพัฒนาการบกพร่องถึงร้อยละ70-89
แต่อุบัติการณ์จะแตกต่างกันขึ้นกับประชากรที่ทำการสำรวจและคำจำกัดความของปัญหาการกิน
เรื่องพัฒนาการด้านการกินของเด็กผู้ปกครองควรที่จะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการกินของเด็กแต่ละช่วงวัยในเเต่ละช่วง
พร้อมกับการฝึกฝนให้มีระเบียบวินัยในการกินอาหารให้เด็กได้มีพัฒนาการด้านการกิน
เด็กจะสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านร่างกายและสังคมของเด็กแต่ละช่วงวัย เด็กอายุ 12-36เดือนจะเริ่มกินอาหารที่มีลักษณะของเนื้ออาหารต่างๆกันได้มากขึ้น
การเคี้ยวมีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถดื่มน้ำจากแก้วปากกว้างได้
หลังจากอายุ 36เดือนเด็กจะกินอาหารแข็งได้เหมือนผู้ใหญ่และดื่มน้ำและนมจากแก้วได้
ผู้ปกครองต้องมีบทบาทในการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกินอาหาร ผู้เลี้ยงดูเด็กต้องรับผิดชอบด้าน
การเลือกชนิดอาหารให้เด็ก กำหนดกิจวัตรประจำวันในการกินอาหาร เเละจัดสิ่งแวดล้อมในการกินอาหารให้ดี
การป้องกันปัญหาการกินในเด็กมีหลายอย่างเรื่องของปัญหาการกินในเด็กสามารถป้องกันได้ด้วยการฝึกหัดให้เด็กมีสุขนิสัยการกินที่ดีตั้งแต่แรก
โดยการฝึกฝนให้เด็กมีระเบียบวินัยของตัวเอง ให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆตามวัย
และรับผิดชอบในการกินอาหารของตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่ความรับผิดชอบต่อตนเองในเรื่องอื่นๆต่อไป
ต้องให้ข้อแนะนำซึ่งสามารถแนะนำตั้งแต่เด็กอายุ 15-18 เดือน อาทิ การจัดเวลาอาหารให้สมาชิกทุกคนในบ้านนั่งร่วมโต๊ะพร้อมกัน
ไม่เปิดโทรทัศน์ระหว่างรับประทาน,กำหนดเวลาการกินอาหารไม่ให้นานเกินไปไม่ควรเกิน 30นาที,กำหนดกฎเกณฑ์สำหรับมื้ออาหารให้เด็กปฏิบัติ เช่น นั่งอยู่บนเก้าอี้จนอิ่ม
ใช้ช้อนตักอาหาร ห้ามบ้วนอาหาร, บอกเด็กให้ทราบกฎเกณฑ์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ทุกครั้งที่เริ่มมื้ออาหาร จนกว่าเด็กจะสามารถปฏิบัติตามได้อย่างสม่ำเสมอ
การตักอาหารให้เด็กในปริมาณแต่น้อยที่เด็กจะกินได้หมด
แล้วค่อยตักเติมใหม่หลังจากกินหมด,ให้เด็กมีส่วนร่วมในการสนทนาด้วย
เวลาอาหารควรเป็นเวลาที่พูดแต่เรื่องดีๆพูดชื่นชมเด็กถึงความดีที่เขาได้ทำ,ชมเด็กเมื่อปฏิบัติได้ตามกฎที่ตั้งไว้อย่างนี้เป็นต้น
เเละสาเหตุของปัญหาการกินในเด็กมีอะไรบ้างอย่างเเรกคือการให้อาหารตามตารางมากกว่าตามความต้องการของเด็ก, ดื่มน้ำผลไม้
น้ำหวานหรือขนมมากเกินไประหว่างมื้ออาหาร,มีผู้ดูแลหลายคนทำให้ไม่มีความสม่ำเสมอในการให้อาหาร,เรื่องของสถานที่กินอาหารไม่เหมาะสม เช่น
หน้าโทรทัศน์ เกมคอมพิวเตอร์ทำให้เด็กเสียสมาธิ เป็นต้น
เราต้องปรับเรื่องการรับประทานอาหารของเด็กในบ้านให้เด็กสามารถรับประทานอาหารตรงตามที่กำหนดไว้เพื่อการเจริญเติบโตของเด็กที่ต้องสมวัยของเขานั้นเอง…

6 โรคฮิตหน้าหนาวที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกน้อย

No Comments

ในเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว
แน่นอนว่าหน้าหนาวที่หลายคนปรารถนากำลังจะเข้ามาเยือนแล้ว
สำหรับเราที่เป็นผู้ใหญ่คงจะชื่นชอบกับอากาศหนาวกัน
แต่ทว่าสำหรับลูกน้อยหรือเด็กๆ นั้นจะต้องเจอกับภาวะความเสี่ยงต่างๆ
ด้วยอาการที่เปลี่ยนไปอาจจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นได้โดยในฤดูห
นาวเป็นช่วงที่อุณหภูมิลดลง อากาศจึงแห้งและเย็นมากกว่าปกติ
เอื้อต่อการแพร่กระจายเชื้อโรค ลูกน้อยก็อาจเสี่ยงต่อโรค
ซึ่งวันนี้เรามี 6 โรคยอดฮิตที่มักจะเกิดกับลูกน้อย
เพื่อที่คุณแม่จะได้เตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น
เพื่อที่จะได้หาวิธีแก้ไข้ได้ทันท่วงที
1.โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่
ถือว่าเป็นโรคยอดฮิตที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย
ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก โดยมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ
ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ไอ
เบื้องต้นหากเกิดอาการเหล่านี้ควรให้ลูกนอนพักผ่อนเยอะ ๆ ดื่มน้ำบ่อย
ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัว กินยาลดไข้ถ้าใน 2-7 วัน ยังไม่ดีขึ้น
ให้รีบพาลูกไปหาหมอทันทีเพราะอาจจะมีอาการอย่างอื่นด้วย
2.โรคปอดบวม
สำหรับโรคปอดบวม นั้นจะเริ่มมีอาการไอ แน่นหน้าอก ไข้สูง
และหายใจหอบ เป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
เพราะป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
3.โรคหัด
จะมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง มีผื่นขึ้นภายหลังมีไข้ประมาณ 4 วัน
จากนั้นผื่นจะกระจายทั่วตัว โดยผื่นจะจางหายไปภายใน 2 สัปดาห์
ควรแยกเด็กที่ป่วยเป็นหัดออกจากเด็กอื่น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ค่ะ
4.โรคหัดเยอรมัน
โรคนี้เป็นได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล็ก มีอาการไข้
ออกผื่นคล้ายโรคหัด (บางรายอาจไม่มีผื่นขึ้น)
หากมีอาการควรพบแพทย์

5.โรคอีสุกอีใส
เริ่มด้วยไข้ต่ำ ๆ ต่อมาจะมีผื่นแดง ตุ่มนูนขึ้นทั่วตัว
แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสหลังมีไข้ 2-3 วัน จากนั้น ประมาณ 5-20 วัน
ตุ่มจะเป็นหนองและแห้งตกสะเก็ดหลุดออกเอง ควรหยุดเรียนประมาณ 1
สัปดาห์ เด็กเล็กที่ป่วยควรตัดเล็บให้สั้น
เพื่อป้องกันการอักเสบจากการเกาผื่นค่ะ
6.โรคอุจจาระร่วง
โดยส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า โรต้าไวรัส
มักเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ติดต่อโดยการดื่มน้ำ
หรือกินอาหารที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อน และมีอาการถ่ายเหลวบ่อยครั้ง
ควรให้กินอาหารเหลวชดเชย เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด นมแม่
หรือผสมนมผงให้เจือจางลงครึ่งหนึ่งจนกว่าอาการจะดีขึ้น
ส่วนใหญ่จะดีขึ้นใน 8-12 ชั่วโมง
หากอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบพาไปพบแพทย์…

Categories: Uncategorized

พฤติกรรมในเด็ก

No Comments

การไม่มีสมาธิ ไม่อยู่นิ่ง มีพฤติกรรมก้าวร้าว และควบคุมตนเองไม่ได้
เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เกิดจากการขาดสมาธิในการจดจ่อตั้งใจทำสิ่งใดให้ สำเร็จ ขี้ลืม
ไม่ใส่ใจคำสั่ง อยู่ไม่นิ่ง ไม่ชอบอยู่กับที่ ไม่อดทน หุนหันพลันแล่น โดยผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงอายุ 3-6 ปี
โดยอาการจะแสดงออกอย่างชัดเจนและวินิจฉัยได้ในช่วงอายุ 6-12 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องเริ่มเข้าโรงเรียน
ต้องทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เริ่มสื่อสารและเข้าสังคม
สาเหตุของการเกิดโรคสมาธิสั้นนั้นยังไม่ แน่ชัด พ่อแม่ที่มีลูกป่วยด้วยโรคดังกล่าวจึงไม่ควรโทษตัวเอง
เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคดังกล่าวและมีส่วนน้อยที่เป็นผลจาก การเลี้ยงดูของพ่อแม่
หลักฐานจากการวิจัยในปัจจุบันพบว่าความผิดปกติทางพันธุกรรมน่าจะเป็นสาเหตุหลัก
ความผิดปกติทางพันธุกรรม โรคสมาธิสั้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีนส์
เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีแนวโน้มที่จะมีญาติป่วยด้วยโรคดังกล่าวมากกกว่าคน ปกติประมาณ 4 เท่า
สภาพแวดล้อม มารดาที่สูบบุหรี่อาจมีผลทำให้บุตรในครรภ์ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น
เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนแก่บุตรในครรภ์ได้
สมองทำงานผิดปกติ ความผิดปกติทางสมองอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคสมาธิสั้นในเด็กจำนวนหนึ่ง
ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสกับเชื้อโรคบางชนิดหรือจากอุบัติเหตุ
อาการของโรคสมาธิสั้นที่เกิดขึ้นได้
1.เบื่อง่าย มักเปลี่ยนกิจกรรมทำบ่อยๆ ทำกิจกรรมเดิมไม่ได้นาน
2.ขาดความละเอียดรอบคอบ หลงลืมง่าย สะเพล่า
3.ทำงานไม่สำเร็จ ทำงานไม่เป็นระบบ มีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
4.ไม่ฟังเวลาพูดด้วย เข้าใจคำสั่งยาก
5.ฝันกลางวัน สับสนง่าย
6.มีปัญหาในการคิดและเข้าใจข้อมูล เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน
การแก้ไขปัญหาและรับมือกับเด็กสมาธิสั้น
1.เสริมสร้างทัศนคติที่ดี พ่อแม่ควรมีทัศนคติที่ดีและใจเย็นกับพฤติกรรมของลูก สามารถมองข้ามความผิดเล็กๆ
น้อยๆ และเชื่อมั่นว่าลูกสามารถพัฒนาและเรียนรู้ได้
2.มีกิจกรรมให้เล่นอย่างเป็นระบบ เด็กโรคสมาธิสั้นจะสามารถทำกิจกรรมต่างๆ
ให้สำเร็จลุล่วงได้หากมีการจัดตารางกิจกรรมและสถานที่ที่ชัดเจน พ่อแม่ควรจัดทุกอย่างให้เป็นระบบ
3.ตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจน พ่อแม่ควรตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจนให้เด็กเข้าใจและปฏิบัติตาม โดยมีการให้รางวัลเมื่อทำดี
และลงโทษเมื่อทำผิด ทั้งนี้พ่อแม่ต้องตระหนักว่าการให้คำชมและรางวัลถือเป็นการให้กำลังใจที่ดี
4.เลือกอาหารที่มีประโยชน์ พ่อแม่ควรเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกรับประทาน
โดยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการจะเสริมสร้างสุขภาพกายและ สุขภาพจิตที่ดี
อีกทั้งสามารถลดอาการของโรคสมาธิสั้นได้อีกด้วย…

เมื่อลูกน้อยต้องเข้าโรงเรียนอนุบาล จะมีวิธีเตรียมตัวอย่างไร

No Comments

สำหรับพ่อแม่มือใหม่ไม่ว่าวันใดวันหนึ่งก็ต้องส่งลูกน้อยเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาล
แน่นอนว่าย่อมต้องรู้สึกไม่คุ้นเคย ดังนั้นจะมีวิธีเตรียมตัวอย่างไรดีให้มันถูกต้อง
ก่อนอื่นเลยต้องเข้าใจก่อนว่าอาการประหม่า รู้สึกตื่นเต้นปนเครียดนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ
โดยเฉพาะก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลเป็นวันแรก เพราะว่ามันจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน
จากลูกน้อยที่เราเคยเจอหน้าอยู่ทุกวัน แล้วจู่ๆก็ต้องไปอยู่ห่างหน้าห่างตากันสักพัก
แต่ต้องยอมรับว่านี่จะช่วยพัฒนาการในตัวเด็ก เป็นเรื่องที่ดีต่ออะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งก่อนที่จะเข้าเรียนนั้นเราก็ต้องเตรียมพร้อมกันให้ดี
ในด้านของความรู้สึกของพ่อแม่แล้ว จะต้องปรับให้ได้โดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ไปส่งลูกเข้าโรงเรียน ก่อนจะจากกันมันอาจจะเศร้าๆ
แต่เราจะต้องไม่แสดงอาการเหล่านั้นให้ลูกเห็น เพราะจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกเศร้าตามไปด้วย ให้ไปส่งแล้วร่ำลากันแค่ตามสมควร
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ลูกก็จะเริ่มปรับตัวได้เองในวันก่อนเข้าเรียน ให้เราอธิบายถึงเหตุผลของการไปโรงเรียนให้ลูกฟังแบบคร่าวๆ
ไม่ต้องไปลงลึกในรายละเอียดมาก เพราะตัวเด็กคงไม่สามารถเข้าใจอะไรที่ซับซ้อนได้มากนัก
แค่บอกไปว่าการไปโรงเรียนจะได้พบเจอกับเพื่อนใหม่ๆ ได้เล่นของเล่นและทานขนมร่วมกับเพื่อนๆ
เป็นความสนุกที่แตกต่างออกไปจากตอนอยู่บ้าน ถ้ามีเวลาว่างร่วมกันช่วงก่อนเปิดเทอม
เราอาจจะพาลูกน้อยไปโรงเรียนเพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อนได้
ไปทำความรู้จักกับคุณครู เดินดูอาคารต่างๆ รวมถึงเครื่องเล่นที่มีอยู่ในโรงเรียน ตัวเด็กจะเกิดความคุ้นชิน
จากนั้นเมื่อถึงวันเปิดเทอมก็จะลดอาการประหม่าลงไปได้เยอะ กรณีที่ลูกน้อยยังคงกังวลว่าจะได้เจอกับพ่อแม่อีกครั้งเมื่อไหร่
ให้เรายืนยันเวลาที่จะไปรับให้แน่นอน ตัวเด็กอาจจะยังดูเวลาไม่เป็น
ก็ให้เราชี้ไปที่หมายเลขแทน เช่นบอกว่าเมื่อเข็มสั้นถึงเลข 3 แล้วก็จะมารับกลับบ้าน และในช่วงวันแรกๆ
ก็ควรที่จะต้องไปรับให้ตรงเวลาตามที่บอกเอาไว้จริงๆ เพราะถ้าทิ้งไว้นาน
เด็กจะกังวลว่าจะถูกทอดทิ้ง พาลให้ไม่อยากไปโรงเรียนในวันถัดๆ ไปอีก
หากว่าเข้าเรียนในวันแรกๆ แล้วลูกงอแงจะกลับบ้าน ไม่ควรที่จะไปรับกลับ
ถ้าหากว่าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ไม่เช่นนั้นเด็กจะได้ใจ
และงอแงขอกลับบ้านอยู่ตลอดเวลา อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในอนาคตได้
ทั้งหมดนี้แหละคือการเตรียมตัวที่ถูกต้อง ก่อนที่จะส่งลูกน้อยเข้าโรงเรียนอนุบาล คนที่เป็นพ่อแม่ศึกษาเอาไว้ก็เป็นเรื่องดี…