6 โรคฮิตหน้าหนาวที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกน้อย

No Comments
แม่และเด็ก

ในเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว
แน่นอนว่าหน้าหนาวที่หลายคนปรารถนากำลังจะเข้ามาเยือนแล้ว
สำหรับเราที่เป็นผู้ใหญ่คงจะชื่นชอบกับอากาศหนาวกัน
แต่ทว่าสำหรับลูกน้อยหรือเด็กๆ นั้นจะต้องเจอกับภาวะความเสี่ยงต่างๆ
ด้วยอาการที่เปลี่ยนไปอาจจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นได้โดยในฤดูห
นาวเป็นช่วงที่อุณหภูมิลดลง อากาศจึงแห้งและเย็นมากกว่าปกติ
เอื้อต่อการแพร่กระจายเชื้อโรค ลูกน้อยก็อาจเสี่ยงต่อโรค
ซึ่งวันนี้เรามี 6 โรคยอดฮิตที่มักจะเกิดกับลูกน้อย
เพื่อที่คุณแม่จะได้เตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น
เพื่อที่จะได้หาวิธีแก้ไข้ได้ทันท่วงที
1.โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่
ถือว่าเป็นโรคยอดฮิตที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย
ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก โดยมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ
ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ไอ
เบื้องต้นหากเกิดอาการเหล่านี้ควรให้ลูกนอนพักผ่อนเยอะ ๆ ดื่มน้ำบ่อย
ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัว กินยาลดไข้ถ้าใน 2-7 วัน ยังไม่ดีขึ้น
ให้รีบพาลูกไปหาหมอทันทีเพราะอาจจะมีอาการอย่างอื่นด้วย
2.โรคปอดบวม
สำหรับโรคปอดบวม นั้นจะเริ่มมีอาการไอ แน่นหน้าอก ไข้สูง
และหายใจหอบ เป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
เพราะป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
3.โรคหัด
จะมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง มีผื่นขึ้นภายหลังมีไข้ประมาณ 4 วัน
จากนั้นผื่นจะกระจายทั่วตัว โดยผื่นจะจางหายไปภายใน 2 สัปดาห์
ควรแยกเด็กที่ป่วยเป็นหัดออกจากเด็กอื่น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ค่ะ
4.โรคหัดเยอรมัน
โรคนี้เป็นได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล็ก มีอาการไข้
ออกผื่นคล้ายโรคหัด (บางรายอาจไม่มีผื่นขึ้น)
หากมีอาการควรพบแพทย์

5.โรคอีสุกอีใส
เริ่มด้วยไข้ต่ำ ๆ ต่อมาจะมีผื่นแดง ตุ่มนูนขึ้นทั่วตัว
แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสหลังมีไข้ 2-3 วัน จากนั้น ประมาณ 5-20 วัน
ตุ่มจะเป็นหนองและแห้งตกสะเก็ดหลุดออกเอง ควรหยุดเรียนประมาณ 1
สัปดาห์ เด็กเล็กที่ป่วยควรตัดเล็บให้สั้น
เพื่อป้องกันการอักเสบจากการเกาผื่นค่ะ
6.โรคอุจจาระร่วง
โดยส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า โรต้าไวรัส
มักเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ติดต่อโดยการดื่มน้ำ
หรือกินอาหารที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อน และมีอาการถ่ายเหลวบ่อยครั้ง
ควรให้กินอาหารเหลวชดเชย เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด นมแม่
หรือผสมนมผงให้เจือจางลงครึ่งหนึ่งจนกว่าอาการจะดีขึ้น
ส่วนใหญ่จะดีขึ้นใน 8-12 ชั่วโมง
หากอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบพาไปพบแพทย์…

Categories: Uncategorized

พฤติกรรมในเด็ก

No Comments
แม่และเด็ก

การไม่มีสมาธิ ไม่อยู่นิ่ง มีพฤติกรรมก้าวร้าว และควบคุมตนเองไม่ได้
เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เกิดจากการขาดสมาธิในการจดจ่อตั้งใจทำสิ่งใดให้ สำเร็จ ขี้ลืม
ไม่ใส่ใจคำสั่ง อยู่ไม่นิ่ง ไม่ชอบอยู่กับที่ ไม่อดทน หุนหันพลันแล่น โดยผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงอายุ 3-6 ปี
โดยอาการจะแสดงออกอย่างชัดเจนและวินิจฉัยได้ในช่วงอายุ 6-12 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องเริ่มเข้าโรงเรียน
ต้องทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เริ่มสื่อสารและเข้าสังคม
สาเหตุของการเกิดโรคสมาธิสั้นนั้นยังไม่ แน่ชัด พ่อแม่ที่มีลูกป่วยด้วยโรคดังกล่าวจึงไม่ควรโทษตัวเอง
เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคดังกล่าวและมีส่วนน้อยที่เป็นผลจาก การเลี้ยงดูของพ่อแม่
หลักฐานจากการวิจัยในปัจจุบันพบว่าความผิดปกติทางพันธุกรรมน่าจะเป็นสาเหตุหลัก
ความผิดปกติทางพันธุกรรม โรคสมาธิสั้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีนส์
เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีแนวโน้มที่จะมีญาติป่วยด้วยโรคดังกล่าวมากกกว่าคน ปกติประมาณ 4 เท่า
สภาพแวดล้อม มารดาที่สูบบุหรี่อาจมีผลทำให้บุตรในครรภ์ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น
เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนแก่บุตรในครรภ์ได้
สมองทำงานผิดปกติ ความผิดปกติทางสมองอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคสมาธิสั้นในเด็กจำนวนหนึ่ง
ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสกับเชื้อโรคบางชนิดหรือจากอุบัติเหตุ
อาการของโรคสมาธิสั้นที่เกิดขึ้นได้
1.เบื่อง่าย มักเปลี่ยนกิจกรรมทำบ่อยๆ ทำกิจกรรมเดิมไม่ได้นาน
2.ขาดความละเอียดรอบคอบ หลงลืมง่าย สะเพล่า
3.ทำงานไม่สำเร็จ ทำงานไม่เป็นระบบ มีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
4.ไม่ฟังเวลาพูดด้วย เข้าใจคำสั่งยาก
5.ฝันกลางวัน สับสนง่าย
6.มีปัญหาในการคิดและเข้าใจข้อมูล เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน
การแก้ไขปัญหาและรับมือกับเด็กสมาธิสั้น
1.เสริมสร้างทัศนคติที่ดี พ่อแม่ควรมีทัศนคติที่ดีและใจเย็นกับพฤติกรรมของลูก สามารถมองข้ามความผิดเล็กๆ
น้อยๆ และเชื่อมั่นว่าลูกสามารถพัฒนาและเรียนรู้ได้
2.มีกิจกรรมให้เล่นอย่างเป็นระบบ เด็กโรคสมาธิสั้นจะสามารถทำกิจกรรมต่างๆ
ให้สำเร็จลุล่วงได้หากมีการจัดตารางกิจกรรมและสถานที่ที่ชัดเจน พ่อแม่ควรจัดทุกอย่างให้เป็นระบบ
3.ตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจน พ่อแม่ควรตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจนให้เด็กเข้าใจและปฏิบัติตาม โดยมีการให้รางวัลเมื่อทำดี
และลงโทษเมื่อทำผิด ทั้งนี้พ่อแม่ต้องตระหนักว่าการให้คำชมและรางวัลถือเป็นการให้กำลังใจที่ดี
4.เลือกอาหารที่มีประโยชน์ พ่อแม่ควรเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกรับประทาน
โดยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการจะเสริมสร้างสุขภาพกายและ สุขภาพจิตที่ดี
อีกทั้งสามารถลดอาการของโรคสมาธิสั้นได้อีกด้วย…

เมื่อลูกน้อยต้องเข้าโรงเรียนอนุบาล จะมีวิธีเตรียมตัวอย่างไร

No Comments
แม่และเด็ก

สำหรับพ่อแม่มือใหม่ไม่ว่าวันใดวันหนึ่งก็ต้องส่งลูกน้อยเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาล
แน่นอนว่าย่อมต้องรู้สึกไม่คุ้นเคย ดังนั้นจะมีวิธีเตรียมตัวอย่างไรดีให้มันถูกต้อง
ก่อนอื่นเลยต้องเข้าใจก่อนว่าอาการประหม่า รู้สึกตื่นเต้นปนเครียดนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ
โดยเฉพาะก่อนส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลเป็นวันแรก เพราะว่ามันจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน
จากลูกน้อยที่เราเคยเจอหน้าอยู่ทุกวัน แล้วจู่ๆก็ต้องไปอยู่ห่างหน้าห่างตากันสักพัก
แต่ต้องยอมรับว่านี่จะช่วยพัฒนาการในตัวเด็ก เป็นเรื่องที่ดีต่ออะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งก่อนที่จะเข้าเรียนนั้นเราก็ต้องเตรียมพร้อมกันให้ดี
ในด้านของความรู้สึกของพ่อแม่แล้ว จะต้องปรับให้ได้โดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ไปส่งลูกเข้าโรงเรียน ก่อนจะจากกันมันอาจจะเศร้าๆ
แต่เราจะต้องไม่แสดงอาการเหล่านั้นให้ลูกเห็น เพราะจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกเศร้าตามไปด้วย ให้ไปส่งแล้วร่ำลากันแค่ตามสมควร
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ลูกก็จะเริ่มปรับตัวได้เองในวันก่อนเข้าเรียน ให้เราอธิบายถึงเหตุผลของการไปโรงเรียนให้ลูกฟังแบบคร่าวๆ
ไม่ต้องไปลงลึกในรายละเอียดมาก เพราะตัวเด็กคงไม่สามารถเข้าใจอะไรที่ซับซ้อนได้มากนัก
แค่บอกไปว่าการไปโรงเรียนจะได้พบเจอกับเพื่อนใหม่ๆ ได้เล่นของเล่นและทานขนมร่วมกับเพื่อนๆ
เป็นความสนุกที่แตกต่างออกไปจากตอนอยู่บ้าน ถ้ามีเวลาว่างร่วมกันช่วงก่อนเปิดเทอม
เราอาจจะพาลูกน้อยไปโรงเรียนเพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อนได้
ไปทำความรู้จักกับคุณครู เดินดูอาคารต่างๆ รวมถึงเครื่องเล่นที่มีอยู่ในโรงเรียน ตัวเด็กจะเกิดความคุ้นชิน
จากนั้นเมื่อถึงวันเปิดเทอมก็จะลดอาการประหม่าลงไปได้เยอะ กรณีที่ลูกน้อยยังคงกังวลว่าจะได้เจอกับพ่อแม่อีกครั้งเมื่อไหร่
ให้เรายืนยันเวลาที่จะไปรับให้แน่นอน ตัวเด็กอาจจะยังดูเวลาไม่เป็น
ก็ให้เราชี้ไปที่หมายเลขแทน เช่นบอกว่าเมื่อเข็มสั้นถึงเลข 3 แล้วก็จะมารับกลับบ้าน และในช่วงวันแรกๆ
ก็ควรที่จะต้องไปรับให้ตรงเวลาตามที่บอกเอาไว้จริงๆ เพราะถ้าทิ้งไว้นาน
เด็กจะกังวลว่าจะถูกทอดทิ้ง พาลให้ไม่อยากไปโรงเรียนในวันถัดๆ ไปอีก
หากว่าเข้าเรียนในวันแรกๆ แล้วลูกงอแงจะกลับบ้าน ไม่ควรที่จะไปรับกลับ
ถ้าหากว่าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ไม่เช่นนั้นเด็กจะได้ใจ
และงอแงขอกลับบ้านอยู่ตลอดเวลา อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในอนาคตได้
ทั้งหมดนี้แหละคือการเตรียมตัวที่ถูกต้อง ก่อนที่จะส่งลูกน้อยเข้าโรงเรียนอนุบาล คนที่เป็นพ่อแม่ศึกษาเอาไว้ก็เป็นเรื่องดี…

นิทานกระตุ้นอารมณ์เบิกบานให้ลูกน้อยสดใสและชาญฉลาด

No Comments
แม่และเด็ก

นอกจากนิทาน จะสร้างความเบิกบานใจให้กับลูกน้อยของเราแล้ว
ท่านทราบหรือไม่ว่าการเล่านิทานให้เจ้าตัวน้อยฟังยังสามารถช่วยเพิ่มทักษะในการฝึกฝนการแก้ปัญหาให้เขาได้อีกด้วย
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่และคุณครูต่างสามารถช่วยกันเสริมสร้างการแก้ปัญหาของพวกเขาได้ไม่ยาก
เราควรที่จะเลือกนิทานที่มีเนื้อหากำหนดให้มีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือสร้างความยุ่งยากให้แก่ตัวละคร
และเมื่อมาถึงฉากที่ตัวละครไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็ถึงคราวที่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูจะตั้งคำถามให้เจ้าตัวเล็กได้ใช้
ความคิดหาทางช่วยตัวละครแก้ปัญหา โดยอาจจะเป็นเรื่องที่ชายชราคนหนึ่งปลูกมันเอาไว้จนเวลาล่วงเลยไปหลายวัน
ทำให้หัวมันมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเขาไม่สามารถที่จะถอนออกมาจากดินจนได้แต่นั่งเศร้า แล้วให้เด็กๆ
ทั้งหลายได้ช่วยกันคิดหาวิธีที่จะช่วยชายชราถอนหัวมันออกจากดิน
เมื่อได้นิทานเรื่องที่จะเล่าพร้อมแล้วก็ให้เราทำความเข้าใจในตัวละครถึงลีลาอารมณ์ และเรียงลำดับเหตุการณ์
รวมไปถึงฝึกน้ำเสียงหนักเบาตามความหมายของคำและข้อความ
โดยทำเสียงสนทนาตามธรรมชาติอาทิเช่นเสียงผู้หญิงที่นุ่มแหลม, เสียงผู้ชายที่ห้าวใหญ่, เสียงเด็กที่สดใส
และเสียงคนชราที่สั่นเครือในลำคอ รวมไปถึงบทสนทนาที่อาจใช้ภาษาท้องถิ่นหรือใช้คำที่เด็กๆ คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ที่สำคัญอย่าลืมสรุปประเด็นสำคัญของนิทานทุกเรื่องที่เล่า ซึ่งจะทำให้เด็กๆ ได้นำไปคิดทบทวน
และเก็บความรู้จากนิทานเอาไว้ให้เป็นเครื่องเตือนใจ
ทางด้านสถานที่ในการเล่นนิทานก็สำคัญไม่น้อย โดยให้ใช้สถานที่ได้ทั้งในหรือนอกห้อง
แต่ต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ และอากาศถ่ายเทได้สะดวก รวมทั้งยังต้องไม่มีเสียงหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์คอยรบกวน
หลังจากนั้นก็จัดแจงที่นั่งให้เจ้าตัวเล็กอยู่ใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครู
ซึ่งเราอาจอยู่สูงกว่าเจ้าตัวน้อยเพื่อคอยแสดงภาพในหนังสือหรือสื่อประกอบการเล่าในระดับสายตา
แต่หากเด็กๆ มีกันหลายคนก็ให้นั่งล้อมวงกันเข้ามาฟังตรงหน้าคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครู
และก่อนที่จะเล่าต้องทำข้อตกลงกันก่อนว่าจะไม่ลุกขึ้นยืน, วิ่งเล่น, พูดคุย และส่งเสียงดังระหว่างการฟังนิทาน
ซึ่งก็เพื่อให้อยู่ในระเบียบวินัยในการฟังนั่นเอง
นอกจากนี้การที่เรามีสื่อประกอบก็จะช่วยให้การเล่านิทานของเรานั้นมันมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นจนเป็นที่น่าสนใจของเด็กๆ
โดยคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูอาจเลือกใช้สื่อที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม
ซึ่งจะช่วยกระตุ้นจินตนาการตามประสบการณ์ของเจ้าตัวเล็กออกมาให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหุ่น,
หนังสือหรือฉากง่ายๆ ที่ให้เจ้าตัวน้อยคอยช่วยทำไปด้วยก็เพลิดเพลินไม่น้อย
รวมทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจในผลงานของเขาอีกด้วย…

สิ่งที่ต้องคำนึงหากต้องฝากลูกไว้กับพี่เลี้ยง

No Comments
แม่และเด็ก

1.เวลา
เวลาและการรับส่งเรื่องของความสะดวก ในการรับส่ง
หรือใกล้ที่ทำงานแล้วแต่ความสะดวกเพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาในการรับส่งนั่นเอง
2.ความสะอาด
ด้านความสะอาดและสุขอนามัย จะรู้ได้ต่อเมื่อคุณแม่ได้ลองเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่เสียก่อนดูสภาพแวดล้อม
การจัดวางข้าวของเครื่องใช้ ความสะอาดของพื้นที่ พูดคุยเพื่อดูอุปนิสัยของพี่เลี้ยง การใส่ใจดูแลต่างๆ
3.ความเหมาะสมกับรายได้
คำนึงถึงความเหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว
เพื่อที่จะได้ไม่อึดอัดต่อสถานะการด้านการเงินจนเกินไป
4.ความมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
บุคลากร เพียงพอกับจำนวนเด็ก สุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคติดต่อ ไม่มีประวัติอาชญากรรม รักเด็ก ใจเย็น
มีความรู้ความชำนาญในการดูแลเด็ก ไม่เปิดทีวีให้เด็กดู
ผ่านการอบรมหลักสูตรการช่วยชีวิตและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
มีโปรแกรมฝึกพัฒนาการที่แน่นอนสำหรับเด็กแต่ละช่วงอายุ
ถ้ามีใบอนุญาตจัดตั้งสถานประกอบการและหลักสูตรที่มีมาตรฐานด้วยก็จะดียิ่งขึ้น
5.กิจกรรมและแผนการเรียน
ควรมีแบบแผนใรการทำกิจกรรมในแต่ละวันเช่น มีการสอนการเรียนรู้เวลาไหน กิจกรรมกับเพื่อนในเวลาไหน
รวมถึงเวลาเข้านอนพักผ่อน ที่ควรมีแบแผนและฝึกให้เด็กมีวินัย
6.ความปลอดภัย
สถานที่นั้นมีทางหนีไฟ ระบบตรวจจับควันไฟ การติดตั้งของเล่นมั่นคงดี   มีที่จอดรถห่างจากที่เล่นของเด็ก
ไม่แออัด การระบายถ่ายเทอากาศดี   หากเป็นห้องแอร์ควรมีเครื่องฟอกอากาศเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกจะได้รับ
โรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจควรมีห้องแยกสำหรับเด็กป่วย
มีของเล่นที่หลากหลายและเหมาะกับเด็กแต่ละวัย   เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการและมีจำนวนเพียงพอ
ทางโรงเรียนควรมีกล้องวงจรปิดเพื่อคอยตรวจสอบและย้อนดูเหตุการณ์ได้ในกรณี
ที่มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแก่ลูก มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี
7.การดูแลปฐมพยาบาล
การดูแลสุขภาพเด็กมีห้องแยกเด็กป่วย  หรือไม่ให้มาเรียนจนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อ
มีการสังเกตอาการเจ็บป่วยของเด็ก จะได้รีบแยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติก่อนที่จะมีการแพร่ระบาด
และรีบโทรศัพท์ตามผู้ปกครองมารับเด็กกลับบ้าน หรือพาไปตรวจที่โรงพยาบาล
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาก่อนพาลูกน้อยไปฝากไว้
8.จำนวนเด็กในความดูแล
หากต้องพิจารณาแล้ว จำนวนเด็กที่เพียงพอต่อบุคลากรนั้นถือเป้นสิ่งสำคัญอย่างมาก
เพราะจะบ่อบอกถึงความทั่วถึงในการดูแลเด็ก และความพร้อมในการเลี้ยงเด็ก ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงส่วนนี้ด้วย…

โอเมก้า-3 สารอาหารจากคุณแม่เพื่อความฉลาดของลูกน้อยในครรภ์

No Comments
แม่และเด็ก

คงจะได้ยินชื่อกันมานานแล้ว สำหรับสารอาหารที่ชื่อว่า โอเมก้า-3กรดไขมันโอเมก้า-3
เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เองจะพบได้ในสัตว์ทะเล รวมทั้งในเมล็ดพืชบางชนิด
ในน้ำมันที่ได้จากปลาจะมีโอเมก้า-3 ซึ่งที่เด่นๆ มากมีอยู่สองชนิด คือ อีพีเอกับดีเอชเอ
จากการวิเคราะห์ปริมาณไขมันและกรดไขมันในสัตว์น้ำพบว่าสัตว์น้ำทุกชนิดมีโอเมก้า-3 สูงค่ะ ซึ่งใน หอย กุ้ง ปู ปลาหมึกจะมีโอเมก้า-3
กับคอเลสเตอรอลสูง ฉะนั้นคุณแม่ท้องไม่ควรรับประทานอาหารทะเลมากนักโดยเฉพาะที่ให้คอเลสเตอรอลสูง
อาหารทะเลที่เหมาะที่สุดน่าจะเลือกทานเป็นปลาทะเล เช่น ปลาแมคคาเรล
ปลาซาร์ดีน ปลาค้อด ปลาแอนโชวี่ และปลาทูน่า ซึ่งจะมีสารโอเมก้า-3 สูงมาก
และนอกจากปลาทะเลแล้ว ก็ยังมีปลาทะเลของไทยที่ก็มีโอเมก้า-3 มากด้วยเช่นกัน
อย่าง ปลาทู ปลากะพง ปลาเก๋า ปลาสำลี ปลาอินทรีย์ ปลาโอ
คุณแม่ควรรับประทานปลาอย่างเป็นประจำในระหว่างที่ตั้งครรภ์
จะช่วยในเรื่องความฉลาดและพัฒนาการของลูกน้อยได้ค่ะ โอเมก้า-3
มีส่วนสำคัญในการสร้างระบบประสาทและเรติน่าเซลล์ในระยะสุดท้ายของการตั้ง
ครรภ์ ในคุณแม่ท้องที่ได้รับโอเมก้า-3 เสริมระหว่างที่ตั้งครรภ์จะทำให้ทารกในครรภ์มีความฉลาดและระบบสายตาดี
ทั้งนี้เนื้อเยื่อสมองของทารในครรภ์จะมีไขมันอยู่ประมาณ 60%ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยด้วยดีเอชเอ
ซึ่งความสำคัญของดีเอชเอมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองไม่ว่าจะเป็นในส่วนของความจำ ขั้นตอนการทำงานของสมอง
ความตั้งใจและการคิดในระดับที่สูงขึ้นสำหรับคุณแม่ท้องที่ได้รับดีเอชเออย่างเพียงพอ
จะพบว่าความพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กจะเพิ่มขึ้นในระยะต่างๆ เช่น
การรับรู้ที่ดีขึ้นในช่วง 6 เดือน การแก้ปัญหาของเด็กจะทำได้ดีในช่วง 9-10 เดือนและการคิด การใช้เหตุผลที่ดีในช่วง 18
เดือนเป็นต้นไปเหมือนที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่าทานปลาทำให้ลูกฉลาดเพราะในเนื้อปลามีสารอาหารที่เป็นประโยชน์พัฒนาสมองของลูกที่กำลังเจริญเติบ
โต อาหารการกินที่ดีของแม่ ส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างมากการได้รับโอเมก้า-3 ก็ยังจะช่วยให้ลูกน้อยในครรภ์มีความแข็งแรงสมบูรณ์
มีผลการศึกษามากมายพบว่าในคุณแม่ท้องที่ไม่ได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3หรือได้รับไม่เพียงพอ
สามารถที่จะเกิดภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าคุณแม่ท้องที่ได้รับโอเมก้า-3อย่างเพียงพอถึง 8 เท่า
ซึ่งภาวะความดันโลหิตสูงที่ว่านี้ยังส่งผลกระทบต่อการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้อีกด้วยค่ะ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบมากในคุณแม่ท้องที่ขาดโอเมก้า-3ประโยชน์ยังไม่หมดนะคะ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้
เช่น โรคหัวใจ โรคหอบหืด ข้ออักเสบ รวมทั้งมะเร็งเต้านม เป็นต้น
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์บางคนอาจไม่กล้ารับประทานปลา
เพราะเกรงว่าจะมีปริมาณสารปรอทสูง ซึ่งพบในปลาโอ ฉลาม ปลาดาบ
และปลาไทล์ จะทําให้เกิดอันตรายต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์
แต่งานวิจัยหลายชิ้นก็สนับสนุนว่า ยังมีปลาที่มีโอเมก้า-3
มากมายที่ปลอดภัยและสามารถทานได้ระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงในช่วงให้นมบุตร
หากคุณแม่ไม่มั่นใจว่าได้รับโอเมก้า-3 เพียงพอในช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงให้นมบุตร
สามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาหารเสริมโอเมก้า-3
เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่ได้รับกรดไขมันที่จําเป็นนี้อย่างเพียงพอและสําหรับคุณแม่ที่
ทานมังสวิรัส สามารถทานอาหารเสริมสกัด DHA จากสาเหร่ายได้ค่ะ…

รู้ทันโรคผื่นผิวหนังอักเสบในเด็ก ภัยร้ายในหน้าหนาว

No Comments
แม่และเด็ก

ผื่นผิวหนังอักเสบ เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยโดยพบถึงร้อยละ 20 ของเด็กทั่วโลก
แถมยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคอย่างชัดเจนเว้นแต่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเกิดโรค ไล่ตั้งแต่
ผิวหนังของเด็กเล็ก ที่มีความไวต่อสิ่งต่างๆ มากกว่าผู้ใหญ่ไปจนถึงปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมที่อาจมีผลต่อผิวของเด็ก
เช่น สารก่อความระคายเคืองจำพวกขนสัตว์ เส้นใยสังเคราะห์ความร้อน ความหนาว สบู่ หรือแม้กระทั่ง น้ำลาย
ที่เลอะบริเวณใบหน้าของทารกขณะเดียวกัน พันธุกรรม ก็เป็นหนึ่งในปัจจัย
ซึ่งจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็กมีโอกาสเป็นผื่นผิวหนังอัก
เสบมากขึ้น หากมีพี่น้องหรือพ่อแม่ที่เป็นโรคนี้ เช่นเดียวกับการแพ้
ซึ่งรวมถึงการแพ้อาหาร หรือ แพ้สารก่อภูมิแพ้จากภายนอก เช่นสัตว์เลี้ยง ไรฝุ่น และ เกสรดอกไม้
ซึ่งปกติแล้ว ผื่นผิวหนังอักเสบ จะมีอาการผื่นแดง คัน ทำให้ผิวแห้งเป็นสะเก็ด และอาจทำให้ผิวแตก
โดยในเด็กทารกผื่นผิวหนังอักเสบมักเริ่มเกิดบริเวณหน้าผาก แก้ม
คาง หรือ ต้นขา เกิดได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 2-3 เดือนแรกหลังคลอด ส่วนวิธีการรักษา ผื่นผิวหนังอักเสบในเด็ก
มีคำแนะนำหลายข้อที่ใช้สำหรับผู้ใหญ่สามารถนำมาใช้กับเด็กทารกและเด็กวัยหัดเดินได้
แต่ผิวของเด็กจะมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษเราจึงแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับคำแนะนำที่ดีที่สุด
หรืออาจรักษาเบื้องต้นด้วยการอาบน้ำทุกวันด้วยน้ำอุ่นจะช่วยทำความสะอาดผิวของทารก
และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อการทำให้ผิวชุ่มชื้นทันทีหลังอาบน้ำ
โดยใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและรักษาความชุ่มชื้นไปตลอดทั้งวัน
เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอาการคันได้นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงการแกะเกาเป็นเรื่องที่สำคัญ
เพราะการเกาทำให้ผื่นผิวหนังอักเสบแย่ลงเนื่องจากเป็นการทำลายผิวหนังชั้นบน และอาจทำให้ติดเชื้อ
โดยเฉพาะในเวลากลางคืนการใส่ถุงมือป้องกันการเกาให้กับลูกของคุณ
จะช่วยให้เด็กหลับได้นานขึ้นแต่สุดท้ายแล้วการหาปัจจัยที่กระตุ้นผื่นผิวหนังอักเสบของลูก
จะช่วยให้คุณรับมือได้ง่ายขึ้นบางครั้งคุณอาจไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรที่เป็นเหตุให้อาการกำเริบ
แต่เป็นเรื่องที่ดีที่จะสังเกตว่าอะไรที่ก่อความระคายเคืองให้ลูกน้อย ไล่ตั้งแต่ อากาศร้อนเกินไป หรือ ผลิตภัณฑ์บางชนิด
แม้การแพ้อาหารก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งแต่ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการทดสอบการแพ้
ก่อนที่จะตัดอาหารชนิดใดๆ ออกไป หากอาการแย่มากแพทย์ก็อาจให้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือยาฆ่าเชื้อ
เพื่อบรรเทาอาการ และป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อ…

5 วิธีการดูแลทารกแรกเกิด

No Comments
แม่และเด็ก

แน่นอนว่า เด็กวัยทารก แรกเกิดนั้น เป็นวัยที่ครอบครัว หรือคุณพ่อและแม่
ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษมากที่สุด พฤติกรรมหลักๆของเด็กวัยทารก
คงหนีไม่พ้น การนอหลับพักผ่อนและตื่นมาเพื่อกินแม่
อะไรคือสิ่งที่เราควรดูแลเป็นพิเศษมากที่สุด นี่คือ 5 ประการ ที่ต้องรู้ไว้
เริ่มจากการให้นมลูก แน่นอนว่าเด็กทารก
แทบจะทุกคนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนค่อนข้างมาก
จากนั้นพอตื่นขึ้นมาก็จะร้องกินนม ต่อด้วย นอนพักผ่อนต่อ เมื่อกินอิ่ม
สลับกันไปวนมาแบบนี้ทุกๆวัน โดยสำหรับคุณแม่นั้น ในระยะเด็กทารก 1 เดือน
ควรให้ปลุกให้ลูกน้อยตื่นขึ้นมาดูดนมทุกๆ 2-4 ชั่วโมง
ต่อมาเป็นการ อาบน้ำทารก สำคัญที่สุด เราควรใช้น้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม
ไม่เย็นจนหนาว หรือ ไม่ร้อนจนเกินไป ให้พออุ่นๆ
อีกอย่างควรใช้เวลาอาบไม่เกิน 5-7 นาที อาบวันละประมาณ 2 ครั้ง
รวมถึงไม่ควรอาบน้ำตอนกลางคืน หรือไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังให้นมด้วย
อย่างที่ 3 เป็นการขับถ่ายของทารก
โดยเด็กวัยนี้นั้นจะมีการขับถ่ายบ่อยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหลังการกินนมแม่
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คุณแม่หรือคนในครอบครัว ต้องรู้จักสังเกต
โดยทั่วไปแล้วถ้าทารกมีอาการงอแง อาจเป็นสัญญาณ
ไม่สบายตัวเพราะอึหรือฉี่มา ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เร็วที่สุด
และทำความสะอาดให้เรียบร้อย
ต่อด้วย การดูแลสะดือทารก โดยปกติทารกสะดือจะหลุดประมาณ 1-2 อาทิตย์
แต่ในกรณีที่เด็กยังสะดือไม่หลุด
ควรใช้สำลีชุบน้ำเปล่าหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดเบา ๆ
รอบโคนสะดือจากด้านในออกด้านนอก วันละประมาณ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย
หลังจากสายสะดือหลุดแล้วดูแลทำความสะดือลูกต่อด้วยการเช็ดและทำให้แห้ง
ทุกครั้ง ที่สำคัญ ไม่ควรใช้แป้ง
หรือยาโรยสะดือทุกชนิดเพราะจะทำให้สะดือดูเหมือนแห้งแต่ระหว่างรอยต่อ
อาจจะยังแฉะอยู่ และอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้
ปิดท้ายกันที่ การทำความสะอาดเสื้อผ้าทารก
เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากที่สุด ยกตัวอย่าง
การแยกผ้าที่สกปรกมากออกแยกเสื้อผ้าของลูกที่เลอะอุจจาระหรือปัสสาวะ
ออกและทำความสะอาดก่อนนำไปซักรวมกับเสื้อผ้าตัวอื่นๆ…

ไม่ยากอย่างที่คิด!5วิธีเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูก

No Comments
แม่และเด็ก

การเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูก ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพราะแค่ลองทำด้วย 9 วิธีนี้ดู
คุณก็จะเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ดีสำหรับเขาแล้วล่ะ
เป็นธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกกลัว ว่าเมื่อลูกเกิดมาแล้วจะเลี้ยงเขาไม่ได้ดี
หรืออาจจะกลัวว่าเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีพอสำหรับเขา แต่รู้ไว้เถอะว่าการเป็นพ่อเป็นแม่ที่ของลูกไม่ได้ยากเลย
แค่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้าใจลูก ใกล้ชิดลูก และหาวิธีต่าง ๆ มาใช้กับลูกให้เหมาะสมเหมือน 9 วิธีนี้
แค่นี้คุณก็จะได้เป็นพ่อแม่ที่ดีของลูกได้สมใจแล้ว
ชมลูกให้มากขึ้น
วิธีที่จะทำให้ชมลูกน้อยได้มากขึ้น ให้ลองเอากำไลมาคล้องที่แขนเขาเอาไว้ 3 ห่วงในตอนเช้า
และระหว่างวันหากชมลูก 1 ครั้ง ให้ดึงกำไลออกทีละห่วงจนกว่าจะหมด
ซึ่งก็หมายความว่าแต่ละวันคุณจะได้ชมลูกถึง 3 ครั้งเลยแหละ
เอาใจใส่ลูกให้มากขึ้น
จริงอยู่ที่พ่อแม่สมัยนี้ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกมากนัก แต่ถ้าคุณเอาเวลาที่เหลือจากการทำงาน มาเล่นกับลูกบ้างสัก 20-30
นาทีแทนที่จะก้มหน้าอยู่กับโซเชียลมีเดีย แค่นี้ลูกของคุณก็จะรู้สึกได้แล้วล่ะว่าคุณเอาใจใส่เขา
กอดลูกให้นานขึ้น
การมอบความรักความอบอุ่นให้กับลูกทำได้ไม่ยาก แค่กอดเขาให้นานกว่าเดิมอย่างน้อย 6 วินาที
ก็จะทำให้สารอ๊อกซิโตซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความผูกพัน และสารซีโรโทนิน (Serotonin)
ที่ทำให้รู้สึกดีและผ่อนคลายหลั่งออกมา
ฝึกให้สงบแทนการตี
หากเมื่อไรที่ลูกดื้อ แทนที่คุณจะหยิบไม้มาตีให้เขาเจ็บ ก็ให้ลองใช้วิธีเขย่าน้ำกากเพชรดีกว่า โดยให้นำน้ำ กาว
และกากเพชรมาผสมไว้ในขวด หากเมื่อไรที่ลูกดื้อก็ให้เขย่าขวดวางไว้ แล้วให้เขาดูไปเรื่อย ๆ
จนกว่ากากเพชรจะหล่นลงมาที่ก้นขวด จะทำให้เขานิ่งสงบมากขึ้น
พ่อแม่ไม่ควรเถียงกันเรื่องลูก
ก็รู้ว่าคุณพ่อและคุณแม่จะต้องมีความคิดเห็นและแนวทางการเลี้ยงลูกที่ไม่เหมือนกันบ้าง
แต่หากเอาแต่เถียงกันว่าจะดูแลและแก้ปัญหาเกี่ยวกับลูกยังไง นั่นยิ่งจะทำให้ลูกรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่
ดีไม่ดีเขาจะเอาความรุนแรงแบบนี้แหละไปใช้…

Categories: Uncategorized

เจาะลึกพัฒนาการของเด็กชายวัย 13+

No Comments
แม่และเด็ก

เด็กชายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในวัยนี้ อวัยวะเพศเติบโตขึ้นมาก เริ่มมีขนขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
หน้าแข้ง หน้าอก ใบหน้ามีหนวดเคราขึ้นมาบ้างแล้ว รักแร้ และอวัยวะเพศ เสียงเริ่มแตกหนุ่ม
ก่อนที่เสียงจะแตกหนุ่มสัก 1 ปี กล่องเสียจะใหญ่ขึ้น มี ลูกกระเดือก หรือที่ฝรั่งเรียกว่า แอปเปิ้ลของอาดัม
จะเติบโตขึ้นจนมองเห็นได้
ที่เห็นเด่นชัดที่สุดของวัยนี้คือ ความสูงที่จะพุ่งพรวดขึ้นราวหน่อไม้หน้าฝน แต่ช่วงต้นของวัยนี้ยังไม่ถึงความสูงสุด
ลูกยังจะสูงได้อีกพักใหญ่ เด็กผู้ชายทั่วไปจะเริ่มมาสนใจ ความสูงของตัวเองมากกว่าเด็กผู้หญิงในช่วงวัยนี้
หลังจากอัดอั้นมานานที่ต้องชะเง้อคอมอง เพื่อนร่วมห้องสาวน้อยหรือถูกล้อจากพวกผู้หญิงว่า ไงเกิ๊ก…อากาศข้างล่างสบายดีมั้ย…
ปลายปีของอายุสิบสาม เด็กชายประมาณครึ่งหนึ่งจะถึงจุดสูงสุดของความสูงตัวเองแล้ว
ซึ่งหลังจากนั้นก็จะสูงขึ้นในอัตราที่ช้าลง แต่คนที่ยังไปไม่ถึงจุดสูงสุด ปีหน้าก็จะพุ่งพรวดๆ ต่อไป
ถ้าร่างกายของเจ้าหนุ่มน้อยของคุณยังไม่มีวี่แววว่าจะเติบโต ยังเหมือนเมื่อปีก่อนๆ ควรปรึกษาแพทย์ได้แล้ว
วัยสิบสามรู้สึกว่าเขาเป็นหนุ่มแล้ว หน้าอกแฟบๆ แขนขาลีบๆ จากปีก่อน เริ่มมีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแม้จะยังไม่เห็นเด่นชัดมากนัก
หนุ่มสิบสามอาจเริ่มมีการแข็งตัวของอวัยวะเพศขึ้นได้ หากไม่ใช่เพราะมีอารมณ์เพศ หรือถูกกระตุ้นทางเพศ
แต่บางทีเป็นความตื่นเต้นจากเรื่องอื่นๆ ดูหนังแอ๊กชั่นธรรมดาๆ หรือนั่งอยู่เฉยๆ จู่ๆ มันก็อาจเด้งดึ๋ง
แข็งตัวขึ้นมาได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ดึงชายเสื้อลงมาปิดแทบไม่ทัน
ไม่ต้องตกใจ สาเหตุเพราะกลไกทั้งหลายมันยังใหม่ การทำงานยังไม่เข้าที่ ไม่เข้าร่องเข้ารอยนั่นเอง
หลังจากที่อวัยวะเพศยาวขึ้นได้สัก 1 ปี เด็กชายบางส่วนอาจจะมีการหลั่งโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตอนนอนหลับ
หรือที่เรียกว่า ฝันเปียก พ่อแม่อย่าเอาเป็นเรื่องเป็นราว บางทีอาจจะทำไม่รู้ไม่ชี้
เตือนให้เอาผ้าปูที่นอนไปซักเสีย…ก็เท่านั้นเอง อย่าไปล้อเลียน หรือดุว่าด่าทอจนคนรู้กันไปทั้งบ้าน… เขาไม่พอใจแน่
เพราะมันเป็นความลับน่าอายของเขา…? การหลั่งครั้งแรกนี้ จะไม่มีสเปิร์มอันเป็นเชื้อของเพศชาย
แต่วัยนี้แล้ว ส่วนใหญ่เขามีความรู้เรื่องเพศมาพอสมควรก็จากการคุยกับเพื่อนนั่นแหละ รู้ผิดรู้ถูก…รู้ก็แล้วกัน
กลิ่นตัววัยนี้เริ่มจะมาแล้วเช่นกัน ลูกชายถึงวัยที่ต้องเรียนรู้เรื่อง โรลออน เสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำจากนักวิชาการว่า พ่อแม่ควรเป็นผู้แนะนำให้ความรู้เรื่องเหล่านี้ให้ลูก
ไม่ใช่เรื่องที่น่าเขินอายแต่อย่างใด ยังมีงานวิจัยจากตะวันตกหลายชิ้นที่ชี้ว่าเด็กๆ ต้องการให้พ่อแม่
เป็นผู้สอนเรื่องเพศศึกษาแก่พวกเขา เพราะมันน่าสะดวกใจกว่า โดยเฉพาะพ่อควรชวนลูกผู้ชาย วัยสิบสามคุยกันได้
แต่ถ้าจำเป็น แม่เป็นฝ่ายพูดคุยก็ไม่เสียหายแต่ประการใด
เด็กผู้ชายก็เช่นเดียวกับเด็กผู้หญิงวัยรุ่น ที่ควรจะเรียนรู้จักเกี่ยวกับศรีระของตัวเอง พร้อมทั้งกลไกการทำงานต่างๆ
ของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากในทางสรีระแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรจะเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้ในเรื่องคุณค่า
คุณธรรมระหว่างเพศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
เมื่อลูกเรียนรู้และเข้าใจข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ และทางสังคม ก็คาดได้ว่าเขาจะมีท่าทีทางเพศที่สร้างสรรค์อย่างแน่นอน…