แม่และเด็ก.พัฒนาการการตั้งครรภ์ตลอด 9 เดือนของหนูน้อยในท้องของแม่

No Comments

เดือนแรก (สัปดาห์ที่ 1-4 )
คุณแม่หลายคนผ่านช่วงเวลา 4 สัปดาห์แรก
โดยแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตั้งครรภ์แต่สำหรับผู้หญิงบางคนก็จะเริ่มมีอาการแพ้ท้องบ้างแล้ว
พัฒนาการการตั้งครรภ์ในเดือนแรกนี้คือการที่อสุจิได้เข้าปฏิสนธิกับไข่และเคลื่อนตัวเข้าไปฝังอยู่ในโพรงมดลูก
เดือนที่ 2 (สัปดาห์ที่ 5-8)
ในช่วงระยะนี้ เป็นระยะหนึ่งที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาการทารกในครรภ์
และจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวอ่อนหลายอย่าง เช่น หัวใจเต้น
จังหวะหัวใจเต้นสามารถมองเห็นได้ทางอัลตราซาวน์ อวัยวะหลัก (สมอง ปอด
ท้อง ตับ) เริ่มก่อตัวในช่วงเดือนนี้ ตุ่มแขนขาปรากฏให้เห็น
เดือนที่ 3 (สัปดาห์ที่ 9-12)
ในช่วงเดือนที่ 3 นี้ พัฒนาการทารกในครรภ์ของคุณคือ
ตัวอ่อนในท้องจะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นทารก เริ่มเห็นหน้าตาของทารกชัดเจน
แต่ดวงตายังปิดอยู่ กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานได้เต็มที่ แขนและขายืดยาวออกไปแล้ว
ลูกเริ่มดูดนิ้ว กลืนน้ำคล่ำได้แล้ว
และลูกดิ้นได้แล้วแต่คุณแม่จะไม่รู้สึกเพราะลูกยังตัวเล็กอยู่มากค่ะ
เดือนที่ 4 (สัปดาห์ที่ 13-16)
เข้าสู่ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ พัฒนาการทารกในครรภ์คือ
ลูกน้อยของคุณสร้างอินซูลินและน้ำย่อยของตนเองได้บ้างแล้ว
และปัสสาวะใส่น้ำคร่ำในปริมาณเล็กน้อยทุก ๆ 45 นาที
ฟันทุกซี่ก่อตัวครบและมีกระทั่งแนวเส้นผมบนหนังศีรษะด้วย
เดือนที่ 5 (สัปดาห์ที่ 17-20)
พัฒนาการทารกในครรภ์ คือ เวลานี้ตัวอ่อนจะยาวประมาณ 8 นิ้ว
เรียกได้ว่าขนาดเท่ากระต่ายตัวเล็ก ๆ
ผิวลูกจะมีไขเคลือบปกป้องเรียกว่าไขหุ้มทารก
และมีขนอ่อนชุดแรกขึ้นคลุมตามตัว
ไตของลูกผลิตปัสสาวะแล้วและจะขับถ่ายออกสู่น้ำคร่ำรอบ ๆ ตัว
เดือนที่ 6 (สัปดาห์ที่ 21-24)
พัฒนาการทารกในครรภ์ก็คือ ลูกน้อยของคุณตัวเริ่มโตแล้ว
และน้ำหนักจะอยู่ที่ราว 0.5 กิโลกรัมเมื่อครรภ์อายุได้ 24 สัปดาห์
ความยาวตัวอยู่ที่ 28-35 เซนติเมตรและหนัก 0.5 กิโลกรัมแล้ว
เปลือกตาทั้งสองข้างกำลังปริแยกเตรียมพร้อมสำหรับวันที่จะลืมตามาดูโลก
เดือนที่ 7 (สัปดาห์ที่ 25-28)
ในช่วงเดือนที่ 7 นี้ขนาดของครรภ์ที่ขยายใหญ่อาจทำให้คุณนอนหลับได้ไม่ค่อยสบายนัก
พัฒนาการทารกในครรภ์คือ
ลูกอาจจะกลับเอาศีรษะลงด้านล่างขณะพยายามหาท่าที่ถนัดสบายตัว
ลูกมองเห็นแล้ว แต่ภาพที่เห็นจะยังเป็นเพียงแสงมัวๆ ลูกยังได้ยินเสียงอีกด้วย
แม้ว่าเสียงที่ได้ยินจะอู้อี้ก็ตาม นอกจากนี้ลูกน้อยยังสามารถรับรสได้
อาหารที่คุณทานอาจเปลี่ยนรสชาติน้ำคร่ำ
ซึ่งก็จะทำให้ลูกคุ้นกับประเภทของอาหารที่คุณทาน
ปอดกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการหายใจและการเคลื่อนไหวของลูกทำให้กล้ามเนื้อได้ออกกำลังกาย
ในช่วงเดือนนี้สมองและระบบประสาทจะมีการเจริญเติบโตขนานใหญ่
และลูกเริ่มควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้บ้างแล้วด้วย
เดือนที่ 8 (สัปดาห์ที่ 29-32)
พัฒนาการทารกในครรภ์ คือ ม่านตาของลูกหดและขยายตามแสง
ลูกสามารถลืมตา และหลับตาได้ตามต้องการ เล็บยาวจนถึงปลายนิ้ว
เดือนที่ 9 ขึ้นไป (สัปดาห์ที่ 33 เป็นต้นไป)
ลูกอยู่ในท่าเตรียมคลอดเรียบร้อยแล้วและดิ้นน้อยมากในแต่ละวัน
อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายลูกก็ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
ถ้าคุณแม่มีอาการเจ็บท้องเตือน และหลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์
คุณแม่ก็อาจจะมีอาการเจ็บท้องคลอดจริงได้ค่ะ…

10 อาหารช่วยพัฒนาการ ทารกในครรภ์

No Comments

ในช่วงตั้งครรภ์คือช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องเอาใจใส่และดูแลสุขภาพของตัวเองมากเป็นพิเศษ
ซึ่งอาจจะทำให้คุณแม่หลายคนเป็นกังวลใจและเกิดความสงสัยว่า
มีอาหารบำรุงคนท้องอะไรบ้างที่จะช่วยทำให้ลูกน้อยในครรภ์เติบโตมีพัฒนาการที่ดี
และช่วยทำให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรง มาดูกันว่ามีอาหารประเภทใดบ้าง
1. ไข่
ไข่ ถือเป็นอาหารสำคัญ
ที่ขาดไม่ได้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงสามเดือนแรก
เพราะไข่ที่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุสำคัญอย่างโคลีน
มีส่วนช่วยในการสร้างและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์สมองและไขสันหลัง
คุณแม่ควรจะกินไข่ต้มวันละ 1 ฟอง จะเป็นเมนูไข่ตุ๋น ไข่เจียว หรือไข่ดาว ก็ได้
2. ผักใบเขียวเข้ม
ผักใบเขียวเข้ม อาทิ ผักโขม ผักคะน้า บรอกโคลี และกะกล่ำปลี
อุดมไปด้วยวิตามิน A,C,K
กรดโฟลิกและแคลเซียมเป็นสารอาหารที่ช่วยให้น้ำนมคุณแม่มีวิตามินที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการต่าง ๆ
ของทารกอีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ด้วยค่ะ
3. ซีเรียลธัญพืช
ซีเรียลธัญพืช อุดมไปด้วยเส้นใยมีประโยชน์มากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
ช่วยไม่ให้เกิดอาการท้องผูก มีคาร์โบไฮเดรตที่ช่วยให้พลังงานกับร่างกาย
ทั้งนี้ยังมีวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นอย่างโฟลิกที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของทารก
แต่คุณแม่ควรเลือกกินซีเรียลที่มีน้ำตาลน้อยกับนมหรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ
เพราะจะช่วยไม่ให้เป็นโรคอ้วนหลังคลอด
4. ปลาแซลมอน
ในปลาแซลมอนอุดมไปด้วยโอเมก้า 3
ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบประสาทและสมองที่ช่วยให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีใ
นเรื่องของความจำ การเรียนรู้ ควรเลือกเป็นเมนูปลาแซลมอนอบผักรวม
หรือเมนูสเต๊กปลาแซลมอน
5. โยเกิร์ตไขมันต่ำ
โยเกิร์ตไขมันต่ำนั้น
อุดมไปด้วยแคลเซียมที่มีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างกระดูก
และฟันที่แข็งแรงและช่วยให้ทารกมีพัฒนาการที่เหมาะสม
อีกทั้งยังช่วยให้ระบบการย่อยอาหารของคุณแม่เป็นไปอย่างปกติตลอดการตั้งครรภ์
6. ผลไม้
ผลไม้นั้น สารอาหารสำคัญในผลไม้ เช่น เบต้าแคโรทีน
มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเนื้อเยื่อและเซลล์สำหรับภูมิคุ้มกันของทารก
รวมถึงช่วยสร้างฟันและกระดูกให้แข็งแรง
และผลไม้ที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิกจะช่วยป้องกันอาการผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ด้วย
7. ข้าวโอ๊ต
ข้าวโอ๊ตที่เต็มไปด้วยเส้นใย วิตามิน B ธาตุเหล็กและคาร์โบไฮเดรต
ช่วยลดอาการท้องผูก คลื่นไส้และช่วยให้คุณแม่ไม่เป็นโรคโลหิตจาง
และยังมีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์สมองและอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ของทารกอีกด้วย
8. แครอทและพริกหวานแดง
ถ้าอยากให้ดวงตา
ผิวหนังและกระดูกของลูกน้อยในครรภ์เจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่ดี
ควรรับประทานแครอทและพริกหวานแดงอุดมไปด้วยแบต้าแคโรทีน วิตามิน B6และวิตามิน C
9. เนื้อวัวที่มีไขมันน้อย
ควรเลือกกินเมนูเนื้อวัวไขมันน้อยที่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินบี 12
และธาตุเหล็ก เช่น สเต๊กเนื้อ หรือเนื้อทอดน้ำปลา
ทำให้คุณแม่ไม่เป็นโรคโลหิตจางและช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาสมองที่ดี
มีออกซิเจนไหลเวียนในร่างกายปกติ
10. ตับ
วิตามิน A สารอาหารสำคัญที่มีมากในตับ
มีส่วนช่วยทำให้ตัวอ่อนของทารกเจริญเติบโตได้ดี
และช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อหลังคลอดได้เป็นอย่างดี
แต่คุณแม่ควรกินในระดับที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้มีแคลอรีสะสมในร่างกายมากเกินไป…

8 อาหารต้องห้ามสำหรับคุณแม่ให้นมลูก

No Comments

ช่วงเวลาที่คุณแม่ให้นมลูกถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องได้รับการใส่ใจเป็น
พิเศษ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร คุณแม่ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
เพื่อที่จะได้มีสารอาหารเพียงพอที่จะให้ลูกทาน
นอกจากนั้นคุณแม่ยังต้องเลือกทานอาหารให้เหมาะสมด้วย
เพราะอาหารบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อลูกได้
ซึ่งอาหารที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงมีดังต่อไปนี้
1. คาเฟอีน
คาเฟอีน เป็นอาหารต้องห้ามสำหรับคนตั้งครรภ์อยู่แล้ว
เพื่อคลอดแล้วก็ยังไม่ควรทาน

เพราะว่าร่างกายของทารกไม่สามารถกำจัดสารคาเฟอีนเองได้
จะทานได้ก็ต่อเมื่อทารกมีวัย 3 เดือนขึ้นไป แต่ได้วันละไม่เกิน 2 แก้ว
2. ปลาทะเลน้ำลึก
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไหมทานปลาไม่ได้
ในเมื่อปลามีสารอาหารครบถ้วน
แต่เนื่องจากปลาทะเลน้ำลึกมีปริมาณสารปรอทค่อนข้างสูง
ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ อาจทำให้เกิดอันตรายต่อลูกได้
3. บล็อกโคลีและกระหล่ำปลี
ทั้งบล็อกโคลีและกระหล่ำปลีจะทำให้ทารกมีอาการท้องอืด หรือ
ปวดท้อง
เนื่องจากผักทั้งสองชนิดนี้จะทำให้เกิดก๊าซในกระเพาะอาหารนั้นเอง
4. ช็อคโกแลต
ในช่วงที่ทารกยังมีอายุไม่ถึง 3 เดือน คุณแม่ไม่ควรทานช็อกโกแลต
เพราะว่าช็อกโกแลตบางยี่ห้อมีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
5.ถั่วลิสง
มีคุณแม่หลายรายที่แพ้ถั่วพร้อมกับเด็กทารก
ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการทานถั่วไปก่อนในช่วง 1-6 เดือนแรก
6. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการทานทุกสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้การพัฒนาการของเด็กต่ำกว่าปกติ
และที่สำคัญยังทำลายเซลล์สมองของเด็กทารกอีกด้วย
7. ข้าวสาลี
เด็กทารกวัย 1-6 เดือน จะมีอาการแพ้อาหารค่อนข้างง่าย
โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง หรือข้าวสาลี
8. ผลไม้บางชนิด

หากคุณแม่ทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอย่าง มะนาว, มะม่วง หรือ
สับประรด จะส่งผลให้ทารกมีอาการปวดท้องได้
เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของทารกยังไม่สามารถรับสารอาหารเหล่านี้
ได้
แหล่งอาหารเดียวของทารกก็ คือ น้ำนมแม่
ดังนั้นคุณแม่ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจส่งผลกระทบต่อทารก
เพราะจะทำให้พัฒนาการของลูกน้อยไม่เป็นไปตามวัยและมีร่างกายไม่แข็
งแรง…

Categories: Uncategorized

วิธีการกระตุ้นทารกให้ฉลาด ตั้งแต่ในครรภ์

No Comments

คุณแม่ทุกท่านย่อมต้องการให้ลูกที่เกิดมาเป็นเด็กฉลาดมีสติปัญญาและอารมณ์ ซึ่งการะกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูก
ตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่นั้น สามารถทำได้หลายวิธีที่ทำให้ลูกให้ฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ดังนี้
1.อ่านหนังสือ
การอ่านหนังสือให้ทารกน้อยในท้องฟัง หรือพูดคุยสื่อสารระหว่างแม่กับลูก นอกจากจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์
ระหว่างกันแล้วเจ้าหนูจะจดจำน้ำเสียงของคุณแม่ได้ ที่สำคัญการเลือกหนังสือนั้น ควรเลือกหนังสือที่มีเรื่องราวสนุกสนานๆ
ทำให้สมองของเด็กงสามารถพัฒนาทักษะทางภาษาได้ดี ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ จนกระทั่งคลอด
2.ลูบท้อง
การลูบท้องควรลูบเป็นวงกลม จะจากบนลงล่างหรือจากล่างขึ้นบน
เพราะการลูบท้องนั้นจะช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกของลูกผ่านทางหน้าท้อง
ผิวของทารกจะสัมผัสกับผนังด้านในของมดลูก โดยคุณแม่จัสังเกตได้ว่าลูกที่อยูในครรภ์ จะเตะเพื่อโต้ตอบ
เหมือนกำลังเล่น
3.ไฟฉาย
ลูกที่อย่ในครรภ์ตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไป คุณแม่สามารถเริ่มส่องไฟที่หน้าท้อง เพื่อกระตุ้นสมองและการมองเห็นของลูก
เพราะในช่วง 7 เดือนนี้เด็กในครรภ์สมารถกระพริบตา เพื่อตอบสนองต่อแสงไปได้แล้ว
อีกทั้งยังเตรียมความพร้อมสำหรับการมองเห็นหลังจากที่คุณแม่คลอดออกมาแล้ว
4.เก้าอี้โยก
การนั้งเก้าอีโยกเป็นการช่วยพัฒนาเซลล์สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว
ในขณะที่คุณแม่นั่งเก้าอี้โยกนั้นลูกที่อยู่ในครรภ์จะตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมจะโอนเอนไปตามทิศทางที่คุณแม่โยก
เพื่อที่ลูกน้อยคลอดออกมาจะสามารถพลิกคว้ำและหงายได้อย่างรวดเร็ว…

Categories: Uncategorized

อุ้มลูกอย่างไร ให้ลูกสบายเนื้อสบายตัวถูกต้อง และปลอดภัย

No Comments

สำหรับแม่มือใหม่แล้ว การอุ้มลูกแรกเกิดนั้นไม่ง่ายเลย
เพราะกลัวว่าเจ้าตัวน้อยจะลื่นหล่นไปจากการอุ้มเพราะลูกยังบอบบางมาก สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ต้องมีคือ ความมั่นใจ
ในการอุ้มทารกที่ถูกต้อง ที่คุณแม่ควรได้ฝึกไว้ เพื่อให้แม่มั่นใจว่าการอุ้มลูกในครั้งต่อไป
การอุ้มทารกแรกเกิดจนถึง4 เดือน – คอยประคองศีรษะทารก เพราะศีรษะของทารกแรกเกิด
คือส่วนที่หนักและบอบบางที่สุด ประคองศีรษะของเขาแล้ว อย่าลืมประคองไหล่ของลูกด้วยยกตัวลูกขึ้นมาช้า ๆ เบา ๆ
มองหน้าลูกหรือพูดคัย จัดลูกให้อยู่ในท่าอุ้มที่คุณแม่หรือคุณพ่อถนัด

มีวิธีอุ้มลูก 3 แบบดังนี้
แบบที่ 1 อุ้มพาดบ่า – โดยเฉพาะการอุ้มพาดบ่าแขนข้างหนึ่งของเราพาดหลังลูก เพื่อให้ทำให้ทารกแรกเกิดเรอหลังดื่มนม
อย่าลืมคอยประคองศีรษะของลูกไปด้วย ไม่อย่างั้นศีรษะลูกอาจจะโยกไปมาทำให้เกิดอันตรายได้
แบบที่ 2 อุ้มนอนบนแขน – ให้คุณแม่อุ้มลูกน้อยหันหน้าลูกออก แล้วใช้มือข้างหนึ่งรองที่ก้น
ส่วนมืออีกข้างอ้อมมากอดลูกน้อย
แบบที่ 3 อุ้มลูกด้วยเป้อุ้มลูก – วิธีการอุ้มแบบนี้ก็เป็นการอุ้มอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ
ที่คุณแม่สามารถอุ้มลูกไปไหนมาไหรนอย่างสะดวกด้วย ทำอย่างอื่นไปด้วยได้ วิธีการก็ไม่ยากค่ะ
เพียงแค่คุณแม่มีอุปกรณ์การอุ้มที่ไว้แนบอก พวกกระเป๋า หรือเป้อุ้มลูก…

Categories: Uncategorized

5 ผลไม้ที่เหมาะสำหรับทารกวัย 6 เดือนขึ้นไป

No Comments

วันนี้เราจึงได้นำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับผลไม้ที่ทารกวัย 6
เดือนสามารถทานได้ฝากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กัน
ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างตามมาดูพร้อม ๆ กันเลย
1. กล้วย
นอกจากกล้วยจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอร่อยแล้ว
ยังอุดมไปด้วยโพแทสเซีม และใยอาหารที่ย่อยได้ง่าย
ดังนั้นเมื่อทารกทานกล้วยจะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี
และกล้วยที่เหมาะสำหรับทารก คือ กล้วยที่สุกจัด ๆ
2. ส้ม

ส้มเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี
ซึ่งเมื่อทานเข้าไปแล้วจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี
นอกจากนั้นยังช่วยให้ร่างกายสดชื่น
และยังช่วยย่อยโปรตีนในนมที่ลูกดื่มได้แนอย่างดี
3. มะม่วงสุก
นอกจากลูกจะได้รับความหวานแล้วจากการทานมะม่วงสุกแล้ว
เบต้าแคโรทีนที่มีอยู่ในมะม่วงงสุกยังช่วยทำให้สายตาของลูกดีขึ้นด้วย
นอกจากนั้นสารแอนติออกซิแดนท์ยังสามารถป้องกันการเสื่อมสภาพของเ
ซลล์ในร่างกายได้
4. แตงโม
แตงโม เป็นผลไม้รสหวานที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูงถึง 92
เปอร์เซ็นต์ จึงช่วยให้ร่างกายสดชื่น
นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เป็นยาระบายอ่อน ๆ
จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น
5. อะโวคาโด
เนื่องจากอโวคาโดเป็นผลไม้เนื้ออ่อนที่เป็นแหล่งสะสมของวิตามินอี
และ กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย จึงช่วยบำรุงหัวใจได้
แต่ควรจำกัดปริมาณในการให้ลูกทาน
เพราะอโวคาโดมีปริมาณไขมันค่อนข้างสูง
ซึ่งไม่เหมาะหากลูกจะทานมากเกินไป
ก่อนที่จะเลือกผลไม้ให้ลูกทาน
ต้องไม่ลืมว่าระบบขับถ่ายของเขาและเราต่างกันมากขนานไหน
ดังนั้นผลไม้ที่คุณพ่อคุณแม่เลือกให้ลูกทานควรเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และ
มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเขา…

Categories: Uncategorized

อาหารเสริมวิตามินนั้นสำคัญกับเด็กแค่ไหน

No Comments

 

คงมีปัญหาที่เกี่ยวกับลูกไม่ยอมรับประทานข้าวเกิดขึ้นไม่น้อย ทำให้คุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตไม่ครบถ้วน ซึ่งปัญหาเหล่านี้บางทีก็ต้องใช้ตัวช่วย ในเมื่อทานเข้าหรืออาหารได้น้อย ก็ต้องใช้อาหารเสริมให้ลูกได้รับประทาน เพื่อการได้รับสารอาหารในร่างกายมากเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอาหารซึ่งอาจมาในรูปแบบของช็อคโกแลต ยา หรือขนมหวานต่างๆ มาให้ลูกได้รับประทานเพื่อชดเชยในสิ่งที่ขาดไป

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของอาหารเสริมและวิตามิน นั้นมีความสำคัญกับลูกน้อยมากแค่ไหน พร้อมกับแนะนำอาหารเสริมที่มีคุณภาพและควรแก่การให้ลูกบริโภค

ถ้าพูดถึงอาหารเสริมนั้นไม่ใช่ว่าจะสามารถทานได้แบบไม่มีลิมิต เพราะว่าวิตามินบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายนั้นก็มีข้อจำกัดในการรับประทานอยู่ด้วยแม้ว่าร่างกายจะขับวิตามินส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะ แต่การกินวิตามินบางชนิดในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิดการสะสมในร่างกายและเกิดผลข้างเคียงได้จึงเป็นเรื่องที่ไม่แนะนำ นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามในการกิน วิตามินเสริมด้วย ซึ่งถ้าจะเอาให้ปลอดภัยควรอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรจะดีที่สุด

ซึ่งสารอาหารทั่วไปที่สำคัญต่อร่างกายของเด็กๆ มักจะเป็นจำพวกวิตามินอย่าง A, B1, B6, B12, C, D, E และ K รวมไปถึงสารอาหารอื่นๆอย่าง ธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม และโฟลิก DHA โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ด้วย

คราวนี้มาพูดถึงอาหารเสริมที่มีอยู่ในบ้านเราว่ายี่ห้อไหนที่ควรใช้และมีสรรพคุณที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง เริ่มจาก

Nutroplex Oligo Plus

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดน้ำ ที่มีส่วนประกอบของโอลิโกฟรุคโตส วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินดี แคลเซียม แมกนีเซียม กรดอะมิโน และเสริมธาตุเหล็กเข้าไปด้วย ตัวนี้จะเน้นสำหรับเด็กที่กินยาก เลือกกิน กินอาหารไม่ครบ รวมไปถึงขับถ่ายยาก เพราะมีใยอาหารอย่างโอลิโกฟรุคโตสเป็นส่วนประกอบหลัก รสชาติและกลิ่นถือว่าดี ทานง่าย แถมรายละเอียดระบุชัดว่าแต่ละวัยควรกินในปริมาณเท่าไหร่

Seven Sea Ocean Gold

เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เบื่ออาหาร หรือเด็กที่อยู่ในช่วงเจ็บป่วยหรือระยะพักฟื้น รสชาติหวานกลิ่นส้ม แอบขมนิดๆ และมีกลิ่นของยา ถ้าเด็กไม่ชอบอาจกินยาก แต่ข้อดีคือมีโอเมก้า 3 และมีวิตามินซีสูง

Scott’s วิตามินซี

วิตามินชนิดเม็ดแบบเจลลี่ รสชาติเหมือนขนมเจลลาตินทั่วๆ ไป กินง่าย แต่ผู้ใหญ่ต้องคอยกำกับให้ลูกเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน เนื่องจากตัวเจลี่ค่อนข้างเหนียว ถ้าเคียวไม่ละเอียดอาจติดคอได้ แต่ข้อดีคือมีวิตามินซีสูง จึงเหมาะสำหรับเด็กที่กินผลไม้น้อย ช่วยป้องกันหวัดได้

 …

Categories: Uncategorized

การฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

No Comments
ภาษา

ขั้นตอนการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

ในยุคนี้ เป็นยุคที่มีการสื่อสาร และเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสที่จะเรียนรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ง่ายดาย แต่ว่าพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็ก จะมีวิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ อย่างไรให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ โดยไม่ยัดเยียดให้เด็ก ๆ ต้องไปเรียนพิเศษตั้งแต่วัยเยาว์  ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ เบื่อและไม่อยากที่จะเรียนรู้ภาษา ซึ่งวันนี้จะพาไปเรียนรู้วิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ จากการเลี้ยงดู ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย  คาสิโนออนไลน์

1.ศัพท์ใกล้ตัวเป็นสิ่งสำคัญ

จะต้องฝึกฝนให้เด็ก ๆ เป็นคนที่เรียนรู้คำศัพท์ใกล้ตัวก่อน เช่น ของใช้ในบ้านต่าง ๆ จะต้องเป็นบอกให้เด็ก ๆ ใช้เป็นภาษาอังกฤษ และมีคำแปล ติดไว้ตามสิ่งขงต่าง ๆ ภายในบ้าน  หากว่าเด็ก ๆ ใช้อย่างเป็นประจำ จะทำให้เด็ก ๆ เริ่มชิน และเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย

2.ตื่นเช้ามาเริ่มต้นคำทักทายด้วยภาษาอังกฤษ

ซึ่งเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ผู้ปกครองครวที่จะสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ที่จะทักทายเป็นภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งเมื่อทำเป็นกิจวัตรประจำวันจะทำให้เด็ก ๆ รู้จักเรียนรู้ที่จะพูดภาษาอย่างไม่เขินอาย และชินกับกับฝึกพูด

3.เกมส์ฝึกภาษา

เด็ก ๆ จะชื่นชอบการเล่นเกมส์กันทุกคน ซึ่งผู้ปกครองจะต้อง ปรับเปลี่ยนจากการเล่นเกมส์แบบธรรมดา มาเป็นเกมส์ที่ช่วยฝึกทักษะภาษาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ สนุกกับไปการเรียนรู้ และรู้จักการใช้ภาษาได้มากขึ้นด้วย จะทำให้เด็กเริ่มชินกับภาษาที่ 2 และ 3 โดยไม่รู้ตัวผ่านจากการเล่นเกมส์

4.ใช้ดนตรีช่วยสอน

การเรียนรู้ภาษานั้น การใช้ดนตรี และเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่น ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆ  เพลิดเพลินและมีความสุขในการร่วมกิจกรรม เพราะว่าเด็ก ๆ อยู่ในช่วงกำลังคิด และกำลังจำ ดังนั้น การฝึกร้องเพลงภาษาต่างประเทศจะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และสนุกโดยไม่น่าเบื่อ หรือกำลังถูกบังคับให้เรียนภาษาอยู่นั่นเอง

5.พาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้นอกบ้าน

การที่เด็ก ๆ จะเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักการช่างสังเกต รู้จักการแยกเยอะ และมีจิตสึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมนั้น เด็ก ๆ จะต้องถูกฝึกให้ออกไปเรีนรู้นอกห้องเรียน และนอกบ้านบ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ เกิดการพัฒนา และสถานที่ต่าง ๆ จะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษบอกไว้ ซึ่งเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ได้ง่าย

การฝึกฝนให้เด็ก ๆ เก่งภาษานั้น ผู้ปกครงจะต้องใส่ใจ และสังเกตดูว่า เด็กแต่ละคนชื่นชอบแบบไหน และสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบ ให้เกิดการพัฒนาต่อไปในอนาคต จะได้กลายเป็นเด็กที่เก่ง และมีความสามารถพร้อมทั้งมีจิตสำนึกที่ดีด้วย…

ขั้นตอนการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

No Comments

ในยุคนี้ เป็นยุคที่มีการสื่อสาร และเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสที่จะเรียนรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ง่ายดาย แต่ว่าพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็ก จะมีวิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ อย่างไรให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ โดยไม่ยัดเยียดให้เด็ก ๆ ต้องไปเรียนพิเศษตั้งแต่วัยเยาว์  ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ เบื่อและไม่อยากที่จะเรียนรู้ภาษา ซึ่งวันนี้จะพาไปเรียนรู้วิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ จากการเลี้ยงดู ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย

1.ศัพท์ใกล้ตัวเป็นสิ่งสำคัญ

จะต้องฝึกฝนให้เด็ก ๆ เป็นคนที่เรียนรู้คำศัพท์ใกล้ตัวก่อน เช่น ของใช้ในบ้านต่าง ๆ จะต้องเป็นบอกให้เด็ก ๆ ใช้เป็นภาษาอังกฤษ และมีคำแปล ติดไว้ตามสิ่งขงต่าง ๆ ภายในบ้าน  หากว่าเด็ก ๆ ใช้อย่างเป็นประจำ จะทำให้เด็ก ๆ เริ่มชิน และเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย

2.ตื่นเช้ามาเริ่มต้นคำทักทายด้วยภาษาอังกฤษ

ซึ่งเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ผู้ปกครองครวที่จะสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ที่จะทักทายเป็นภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งเมื่อทำเป็นกิจวัตรประจำวันจะทำให้เด็ก ๆ รู้จักเรียนรู้ที่จะพูดภาษาอย่างไม่เขินอาย และชินกับกับฝึกพูด

3.เกมส์ฝึกภาษา

เด็ก ๆ จะชื่นชอบการเล่นเกมส์กันทุกคน ซึ่งผู้ปกครองจะต้อง ปรับเปลี่ยนจากการเล่นเกมส์แบบธรรมดา มาเป็นเกมส์ที่ช่วยฝึกทักษะภาษาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ สนุกกับไปการเรียนรู้ และรู้จักการใช้ภาษาได้มากขึ้นด้วย จะทำให้เด็กเริ่มชินกับภาษาที่ 2 และ 3 โดยไม่รู้ตัวผ่านจากการเล่นเกมส์

4.ใช้ดนตรีช่วยสอน

การเรียนรู้ภาษานั้น การใช้ดนตรี และเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่น ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆ  เพลิดเพลินและมีความสุขในการร่วมกิจกรรม เพราะว่าเด็ก ๆ อยู่ในช่วงกำลังคิด และกำลังจำ ดังนั้น การฝึกร้องเพลงภาษาต่างประเทศจะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และสนุกโดยไม่น่าเบื่อ หรือกำลังถูกบังคับให้เรียนภาษาอยู่นั่นเอง

5.พาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้นอกบ้าน

การที่เด็ก ๆ จะเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักการช่างสังเกต รู้จักการแยกเยอะ และมีจิตสึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมนั้น เด็ก ๆ จะต้องถูกฝึกให้ออกไปเรีนรู้นอกห้องเรียน และนอกบ้านบ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ เกิดการพัฒนา และสถานที่ต่าง ๆ จะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษบอกไว้ ซึ่งเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ได้ง่าย

การฝึกฝนให้เด็ก ๆ เก่งภาษานั้น ผู้ปกครงจะต้องใส่ใจ และสังเกตดูว่า เด็กแต่ละคนชื่นชอบแบบไหน และสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบ ให้เกิดการพัฒนาต่อไปในอนาคต จะได้กลายเป็นเด็กที่เก่ง และมีความสามารถพร้อมทั้งมีจิตสำนึกที่ดีด้วย…

ของเล่นเด็ก กระตุ้นพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิดด้วยความใส่ใจของผู้ปกครอง

No Comments
ของเล่นเด็ก

ของเล่นเด็ก เด็กน้อยตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึง 1 ขวบ ซึ่งจะเป็นช่วงที่เด็ก จะต้องมีการพัฒนาการ

ของเล่นเด็ก และเรียนรู้อย่างถูกต้อง อีกอย่างผู้ปกครอง หรือคุณพ่อคุณแม่จะต้องให้การดูแล เอาใจใส่ และกระตุ้นพัฒนาการให้เด็ก ๆ เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง ถ้าพร้อมแล้วไปดูวิธีการกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ๆ ดีกว่า

 แรกเกิด – 4 เดือน

ช่วงนี้ จะต้องเน้นพัฒนาการทางด้านร่างกายก่อน ซึ่งช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เด็ก ๆ จะมีการชันคอ หลังจากนั้นจะเริ่มพยายามพลิกคว่ำ และหงายด้วยตนเองได้  วิธีการกระตุ้นคือ ให้เด็กนอนคว่ำ ซึ่งจะช่วยให้โกมีกล้ามเนื้อหลังที่แข็งแรงขึ้น แต่ในระยะนี้จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

อายุ 4 – 6 เดือน

ช่วงนี้ เด็กจะเริ่มพลิกคว้ำพลิกหงายเองได้ วิธีการกระตุ้นพัฒนาการของเด็กในช่วงอายุเท่านี้คือ ให้เด็กนอนหงาน และให้ผู้ปกครองถือของเล่น ให้เด็กมองตาม แล้วเกิดการพลิกตัวเอง ให้เด็กออกกำลังกายโดยการเล่นกับมือและเท้าของเด็ก หากว่าเด็กกำลังนอนคว่ำ ให้หยิบของเล่นให้เด็กมองตาม แล้วจึงพลิกหงายเองดันไหล่และแขนขแงเด็ก ในขณะที่กำลังนอนหงาย

อายุ 6 – 8 เดือน

ในช่วงระยนี้ เด็ก ๆ จะเริ่มนั่งได้เอง แต่ไม่นานมาก ซึ่งจะกระตุ้นพัฒนาการด้านร่างกายด้วยการจับให้เก็กนั่งแล้วหยิบของพูดคุย เล่นกับเด็กระดับสายตา และให้เด็กทรงตัว โดยการประคองให้นั่งเล่นของเล่นแบบเพลิน ๆ  ให้เด็กเริ่มนั่งเก้าอี้ เมื่อต้องรับประทานข้าว หรืออาหาร

อายุ 8 -10 เดือน

ช่วงนี้เด็กน้อยจะเริ่มลุกนั่งได้เอง คลานได้ ยืนเกาะบางอย่างได้  ซึ่งจะกระตุ้นโดยการให้เด็กหยิบของเล่น หรือคลานตามไปหยิบของเล่น แต่ควรตรวจดูเส้นทางด้วยว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ และเด็ก ๆ จะเริ่มหยิบของเข้าปาก ดังนั้นของเล่นจะต้องสะอาดและไม่มีสิ่งสกปรกอยู่บริเวณนั้น และนอกจากนี้ต้องให้กระตุ้นให้เด็กยืนเดาะลูกกรงเองได้

อายุ 10 -1 ขวบ

ช่วงนี้ เด็กจะเริ่มตั้งไข่ได้ เดินเกาะไปตามสิ่งของต่าง ๆภายในบ้าน ซึ่งผู้ปกครองจะต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กเดินหยิบสิ่งของทีเป็นอันตรายเข้าปาก และฝึกให้เด็ก ๆยืนด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเกาะราว หรือที่เกาะ

ในช่วงเด็กวันยแรกเกิดจนถึงวัย1 ขวบนั้น เด็กๆ จะต้องเรียนรู้ และมีพัฒนาการทางด้านสมอง ร่างกาย และความจำ ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องใส่ใจ  และให้ความสำคัญในการดูแลเด็ก ๆ ในช่วงวันยนี้มาก ๆ ซึ่งหากว่าช่วยกระตุ้นให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการทางด้านร่างกายดีแล้ว สมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย มีพัฒนาการในการเจริญเติบโตได้ดี ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นาอย่างสมบูรณ์แข็งแรง พัฒนาการทางด้านนร่างกายและสติปัญญาก็เป็นเลิศด้วย

 …