5 วิธี บริหารสมองลูกน้อย

No Comments
แม่และเด็ก

วิธีที่1 : ชวนลูกเดินถอยหลัง
เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปเดินเล่นในช่วงเช้า หรือช่วงเย็นที่สวนสาธารณะ หรือในสวนหลังบ้านก็ได้
ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากการเดินไปข้างหน้าตามปกติ มาเล่นสนุก ๆ เพื่อออกกำลังกายสมองด้วยการเดินถอยหลัง
ลองเดินไปเดินมาเช่นนี้ สัก 4-5 รอบ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
วิธีนี้ได้ทั้งความสนุกสนานและสมองยังได้ออกกำลังกายอีกด้วย
วิธีที่ 2 : ชวนลูกนับเลขถอยหลัง
ตามปกติแล้วการนับเลขของลูกและของคนทั่วไปก็จะนับเรียงลำดับจากน้อยไปหามาก 1 2 3 … ลองมาเล่นสนุก ๆ
ด้วยการนับถอยหลัง หรืออาจจะท่อง A B C… ถอยหลังก็ได้ เริ่มจากง่าย ๆ ทำเช่นนี้บ่อย ๆ
สมองจะเกิดการเชื่อมโยงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
วิธีที่ 3 : เปลี่ยนมือข้างที่ไม่ถนัด
คนเรามักจะมีข้างที่ถนัดในการจับดินสอ ปากกา ช้อน ส่วนใหญ่จะเป็นข้างขวา
หรือบางคนจะถนัดซ้ายก็ไม่เป็นไรค่ะ สำหรับลูกถนัดการใช้มือข้างไหนคุณพ่อคุณแม่ทราบอยู่แล้ว
ที่นี้เราลองมาเปลี่ยนกิจวัตรเดิม ๆ จากการใช้มือข้างที่ถนัดมาเป็นอีกข้างหนึ่ง ที่ไม่ถนัด เช่น
ลองใช้มือข้างที่ไม่ถนัดหัดเขียนหนังสือ หรือแปรงฟัน หรือจับดินสอเขียนหนังสือ จับสีมาระบายรูปภาพเป็นต้น
ถือเป็นการกระตุ้นสมองจากที่เคยทำซ้ำ ๆ ให้สมองเรียนรู้เพิ่มเติมในการทำงานอีกข้างหนึ่ง
เป็นวิธีการออกกำลังกายสมองที่น่าสนุกนะคะ
วิธีที่ 4 : สลับที่ สลับทาง
วิธีการนี้คุณแม่อาจชวนลูกเล่นเกมสลับตำแหน่งสิ่งของที่เคยวางอยู่ที่เดิมเปลี่ยนมาไว้ที่ใหม่ ดูว่าลูกจำได้หรือไม่
หรืออาจจะช่วยกันจัดห้องนอน ห้องนั่งเล่น แล้วแต่สะดวก ลองจัดวางสิ่งใหม่ ๆ สลับตำแหน่งที่วาง โดยให้ลูกช่วย
การเรียนรู้ในการสลับที่สลับทาง ช่วยกระตุ้นสมองให้ออกกำลังกายได้อย่างดี
วิธีที่ 5 : เปลี่ยนวิธีการเดินทาง
กิจวัตรประจำวันเวลาจะไปที่ไหน คุณพ่อหรือคุณแม่มักจะขับรถไปให้ ลองเปลี่ยนบรรยากาศ พาลูกนั่งรถเมล์
นั่งเรือ ก็น่าสนุกไม่น้อย การเดินทางไปสถานที่แปลกใหม่ ทำให้สมองเกิดการเรียนรู้เพิ่มเติม
เพิ่มเนื้อที่ความจำให้มากขึ้น เมื่อสมองได้รับรู้สิ่งใหม่ ๆ สมองก็ได้ออกกำลังกายไปด้วย
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากสิ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมดแล้วนั้น อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด
คงหนีไม่พ้นเรื่องของความรักและความใส่ใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับลูกน้อย…

Categories: Uncategorized

อาหารเพิ่มน้ำนมสำหรับคุณแม่หลังคลอด

No Comments
แม่และเด็ก

น้ำนมแม่คือสุดยอดอาหารที่ดีกับร่างกาย และสมองของลูก
ฉะนั้นเรามาบำรุงน้ำนมแม่ให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับใช้เลี้ยงลูกน้อยให้ได้นานที่สุด
คุณแม่ที่ใกล้คลอดจึงควรกินอาหารที่ีบำรุงน้ำนม
1.กะเพรา
มีคุณค่าทางสาร อาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และมีเส้นใยอาหารสูง
ความร้อนจากใบกะเพราจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ช่วยกระตุ้นให้มีน้ำนมมากขึ้น และยังแก้ท้องอืด
ท้องเฟ้อ หวัด เด็กที่ได้ทานนมแม่ก็จะได้รับสารอาหารเหล่านี้พร้อมกันไปด้วย

2.ยี่หร่า
เป็นอาหารที่คุณแม่ให้นมบุตรต้องได้ทานเพราะมีรสเผ็ดร้อน ทำให้น้ำนมไหลดี และลดอาการจุกเสียดได้ดีอีกด้วย

3.หัวปลี
หัวปลีหรือปลีกล้วย อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินซี แคลเซียมและฟอสฟอรัส
โดยสารอาหารเหล่านี้สามารถกระตุ้นการผลิตน้ำนมในแม่ลูกอ่อนได้ดี
และมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก
ซึ่งหัวปลีก็สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายเมนูด้วยกัน สำหรับเมนูที่เหมาะกับคุณแม่หลังคลอดที่สุด ได้แก่
แกงเลียงหัวปลี ทอดมันหัวปลี

4.กระเทียม
กระเทียมสามารถบำรุงน้ำนมหลังคลอดได้ดีที่สุด
โดยจะทำหน้าที่ในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ส่งผลให้มีการผลิตน้ำนมมากขึ้น
แต่ก็อาจต้องระวังเรื่องกลิ่นตัวกันหน่อย เนื่องจากกระเทียมมีกลิ่นที่ฉุนแรงมาก
จึงอาจทำให้เกิดกลิ่นตัวแรงได้นั่นเอง โดยการทานกระเทียมนั้น
นอกจากทานในรูปของส่วนประกอบในอาหารแล้ว แนะนำให้ทานแบบสดๆ วันละ 5-6
กลีบจะช่วยในเรื่องของน้ำนมและปัญหาเหน็บชาได้ดี

5.ขิง
นอกจากจะช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้แล้ว
ก็สามารถบำรุงน้ำนมของคุณแม่หลังคลอดได้เหมือนกัน นั่นก็เพราะขิงอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด
ที่มีส่วนช่วยในการผลิตน้ำนมโดยตรง
ซึ่งการทานขิงอาจทานในรูปของการนำไปประกอบอาหารหรือที่นิยมมากที่สุด ก็คือ การทำน้ำขิง

6.ผักชีลาว
สามารถกระตุ้นน้ำนมได้ดีสุดๆ ซึ่งก็จะทำให้คุณแม่หมดกังวลเรื่องน้ำนมน้อยไปได้เลย
นอกจากนี้ผักชีลาวก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย เช่น ช่วยลดความดันโลหิต
จึงเหมาะกับผู้ที่มีความดันสูงและช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ คลายอาการปวดท้องได้อย่างดีเยี่ยม

7.ผักโขม
ตัวช่วยในการขับน้ำนมที่ดีที่สุด และอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุและมีโปรตีนสูง จึงสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย
และช่วยฟื้นฟูสุขภาพของคุณแม่หลังคลอด และยังสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน…

อารมณ์และพฤติกรรมในเด็ก

No Comments
แม่และเด็ก

ในสังคมปัจจุบัน พ่อแม่ส่วนใหญ่ต่างคาดหวังให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดี เหมาะสมกับวัย
แต่เด็กบางคนก็ไม่สามารถมีพฤติกรรมที่เหมาะสมตามมาตรฐานของสังคมได้
ดังนั้นบทความนี้จึงมาบอกแนวทางการรับมือกับอารมณ์ของลูกน้อย เพื่อที่พ่อแม่จะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
เด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ คือ เด็กที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ต่อต้านตนเองหรือผู้อื่น
หรือมีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติรวมถึงการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
ออกมาอย่างเนื่องจนถึงระดับที่ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็กไม่ว่าจะเพียง ลักษณะเดียว
หรือหลายลักษณะร่วมกันก็ได้ เช่น มีความยากลำบากในการเรียน
ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางด้านสติปัญญา ประสาทสัมผัส หรือสุขภาพ
มีความยากลำบากในการสร้างหรือคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนและ ครู ซึ่งในปัจจุบัน เด็กกว่าร้อยละ 6
ถึง 10 มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ และจำเป็นต้องได้รับการศึกษาพิเศษ รวมทั้งการรักษาที่เหมาะสม
อีกทั้งตัวเด็กเองยังมักเป็นผู้ขัดขวางการเรียนการสอนในห้องเรียนอีกด้วย
ลักษณะทางพฤติกรรม
-ปัญหาด้านความประพฤติ เช่น ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น ทำลายข้าวของ ลักทรัพย์ ฉุนเฉียวง่าย
มีอารมณ์หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด มีนิสัยกลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโทษผู้อื่น และมักโกหกอยู่เสมอ
-ปัญหาด้านความสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อต่อสิ่งใดได้นาน มีลักษณะงัวเงีย เซื่องซึม ไม่แสดงความสนใจใด ๆ
รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด
-การถอนตัวหรือล้มเลิก เลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น เฉื่อยชา
และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
-ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย มีความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน ปฏิเสธที่จะกิน
รวมถึงนิสัยการกินสิ่งที่กินไม่ได้
แนวทางการแก้ปัญหา
1. ใส่ใจดูแลลูกด้วยความรัก แสดงตัวอย่างการกระทำที่เหมาะสมให้ลูกเห็น พร้อมทั้งสนับสนุนให้เขาปฏิบัติตาม
2. ตั้งกติกาในบ้านให้ชัดเจน เช่น ห้ามพูดคำหยาบในบ้าน หรือห้ามทำลายข้าวของ
เพื่อให้ลูกรู้จักระมัดระวังพฤติกรรมของตนเอง และเพื่อใช้อย่างเหมาะสม
3. ชมเชยเมื่อลูกมีพฤติกรรมที่ดี หรือให้รางวัลเด็กบ้าง พาไปเที่ยว พาไปกินอาหารนอกบ้าน
ซื้อของขวัญของฝากให้ในโอกาสพิเศษบ้าง
4. หมั่นสังเกตแนวโน้มพฤติกรรมของลูก รับฟังอย่างเข้าใจ เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
เพราะบางครั้งสาเหตุของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อาจเกิดจากความเครียด
5. ไม่เป็นต้นเหตุปัญหาของลูก ไม่ทะเลาะกันให้ลูกเห็น ไม่เลี้ยงลูกด้วยความเคร่งครัดจนเกินไป
และไม่ควรใช้ความรุนแรงในครอบครัว…

แม่และเด็ก.พัฒนาการการตั้งครรภ์ตลอด 9 เดือนของหนูน้อยในท้องของแม่

No Comments
แม่และเด็ก

เดือนแรก (สัปดาห์ที่ 1-4 )
คุณแม่หลายคนผ่านช่วงเวลา 4 สัปดาห์แรก
โดยแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตั้งครรภ์แต่สำหรับผู้หญิงบางคนก็จะเริ่มมีอาการแพ้ท้องบ้างแล้ว
พัฒนาการการตั้งครรภ์ในเดือนแรกนี้คือการที่อสุจิได้เข้าปฏิสนธิกับไข่และเคลื่อนตัวเข้าไปฝังอยู่ในโพรงมดลูก
เดือนที่ 2 (สัปดาห์ที่ 5-8)
ในช่วงระยะนี้ เป็นระยะหนึ่งที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาการทารกในครรภ์
และจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวอ่อนหลายอย่าง เช่น หัวใจเต้น
จังหวะหัวใจเต้นสามารถมองเห็นได้ทางอัลตราซาวน์ อวัยวะหลัก (สมอง ปอด
ท้อง ตับ) เริ่มก่อตัวในช่วงเดือนนี้ ตุ่มแขนขาปรากฏให้เห็น
เดือนที่ 3 (สัปดาห์ที่ 9-12)
ในช่วงเดือนที่ 3 นี้ พัฒนาการทารกในครรภ์ของคุณคือ
ตัวอ่อนในท้องจะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นทารก เริ่มเห็นหน้าตาของทารกชัดเจน
แต่ดวงตายังปิดอยู่ กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานได้เต็มที่ แขนและขายืดยาวออกไปแล้ว
ลูกเริ่มดูดนิ้ว กลืนน้ำคล่ำได้แล้ว
และลูกดิ้นได้แล้วแต่คุณแม่จะไม่รู้สึกเพราะลูกยังตัวเล็กอยู่มากค่ะ
เดือนที่ 4 (สัปดาห์ที่ 13-16)
เข้าสู่ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ พัฒนาการทารกในครรภ์คือ
ลูกน้อยของคุณสร้างอินซูลินและน้ำย่อยของตนเองได้บ้างแล้ว
และปัสสาวะใส่น้ำคร่ำในปริมาณเล็กน้อยทุก ๆ 45 นาที
ฟันทุกซี่ก่อตัวครบและมีกระทั่งแนวเส้นผมบนหนังศีรษะด้วย
เดือนที่ 5 (สัปดาห์ที่ 17-20)
พัฒนาการทารกในครรภ์ คือ เวลานี้ตัวอ่อนจะยาวประมาณ 8 นิ้ว
เรียกได้ว่าขนาดเท่ากระต่ายตัวเล็ก ๆ
ผิวลูกจะมีไขเคลือบปกป้องเรียกว่าไขหุ้มทารก
และมีขนอ่อนชุดแรกขึ้นคลุมตามตัว
ไตของลูกผลิตปัสสาวะแล้วและจะขับถ่ายออกสู่น้ำคร่ำรอบ ๆ ตัว
เดือนที่ 6 (สัปดาห์ที่ 21-24)
พัฒนาการทารกในครรภ์ก็คือ ลูกน้อยของคุณตัวเริ่มโตแล้ว
และน้ำหนักจะอยู่ที่ราว 0.5 กิโลกรัมเมื่อครรภ์อายุได้ 24 สัปดาห์
ความยาวตัวอยู่ที่ 28-35 เซนติเมตรและหนัก 0.5 กิโลกรัมแล้ว
เปลือกตาทั้งสองข้างกำลังปริแยกเตรียมพร้อมสำหรับวันที่จะลืมตามาดูโลก
เดือนที่ 7 (สัปดาห์ที่ 25-28)
ในช่วงเดือนที่ 7 นี้ขนาดของครรภ์ที่ขยายใหญ่อาจทำให้คุณนอนหลับได้ไม่ค่อยสบายนัก
พัฒนาการทารกในครรภ์คือ
ลูกอาจจะกลับเอาศีรษะลงด้านล่างขณะพยายามหาท่าที่ถนัดสบายตัว
ลูกมองเห็นแล้ว แต่ภาพที่เห็นจะยังเป็นเพียงแสงมัวๆ ลูกยังได้ยินเสียงอีกด้วย
แม้ว่าเสียงที่ได้ยินจะอู้อี้ก็ตาม นอกจากนี้ลูกน้อยยังสามารถรับรสได้
อาหารที่คุณทานอาจเปลี่ยนรสชาติน้ำคร่ำ
ซึ่งก็จะทำให้ลูกคุ้นกับประเภทของอาหารที่คุณทาน
ปอดกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการหายใจและการเคลื่อนไหวของลูกทำให้กล้ามเนื้อได้ออกกำลังกาย
ในช่วงเดือนนี้สมองและระบบประสาทจะมีการเจริญเติบโตขนานใหญ่
และลูกเริ่มควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้บ้างแล้วด้วย
เดือนที่ 8 (สัปดาห์ที่ 29-32)
พัฒนาการทารกในครรภ์ คือ ม่านตาของลูกหดและขยายตามแสง
ลูกสามารถลืมตา และหลับตาได้ตามต้องการ เล็บยาวจนถึงปลายนิ้ว
เดือนที่ 9 ขึ้นไป (สัปดาห์ที่ 33 เป็นต้นไป)
ลูกอยู่ในท่าเตรียมคลอดเรียบร้อยแล้วและดิ้นน้อยมากในแต่ละวัน
อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายลูกก็ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
ถ้าคุณแม่มีอาการเจ็บท้องเตือน และหลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์
คุณแม่ก็อาจจะมีอาการเจ็บท้องคลอดจริงได้ค่ะ…

10 อาหารช่วยพัฒนาการ ทารกในครรภ์

No Comments
อาหาร

ในช่วงตั้งครรภ์คือช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องเอาใจใส่และดูแลสุขภาพของตัวเองมากเป็นพิเศษ
ซึ่งอาจจะทำให้คุณแม่หลายคนเป็นกังวลใจและเกิดความสงสัยว่า
มีอาหารบำรุงคนท้องอะไรบ้างที่จะช่วยทำให้ลูกน้อยในครรภ์เติบโตมีพัฒนาการที่ดี
และช่วยทำให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรง มาดูกันว่ามีอาหารประเภทใดบ้าง
1. ไข่
ไข่ ถือเป็นอาหารสำคัญ
ที่ขาดไม่ได้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงสามเดือนแรก
เพราะไข่ที่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุสำคัญอย่างโคลีน
มีส่วนช่วยในการสร้างและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์สมองและไขสันหลัง
คุณแม่ควรจะกินไข่ต้มวันละ 1 ฟอง จะเป็นเมนูไข่ตุ๋น ไข่เจียว หรือไข่ดาว ก็ได้
2. ผักใบเขียวเข้ม
ผักใบเขียวเข้ม อาทิ ผักโขม ผักคะน้า บรอกโคลี และกะกล่ำปลี
อุดมไปด้วยวิตามิน A,C,K
กรดโฟลิกและแคลเซียมเป็นสารอาหารที่ช่วยให้น้ำนมคุณแม่มีวิตามินที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการต่าง ๆ
ของทารกอีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ด้วยค่ะ
3. ซีเรียลธัญพืช
ซีเรียลธัญพืช อุดมไปด้วยเส้นใยมีประโยชน์มากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
ช่วยไม่ให้เกิดอาการท้องผูก มีคาร์โบไฮเดรตที่ช่วยให้พลังงานกับร่างกาย
ทั้งนี้ยังมีวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นอย่างโฟลิกที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของทารก
แต่คุณแม่ควรเลือกกินซีเรียลที่มีน้ำตาลน้อยกับนมหรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ
เพราะจะช่วยไม่ให้เป็นโรคอ้วนหลังคลอด
4. ปลาแซลมอน
ในปลาแซลมอนอุดมไปด้วยโอเมก้า 3
ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบประสาทและสมองที่ช่วยให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีใ
นเรื่องของความจำ การเรียนรู้ ควรเลือกเป็นเมนูปลาแซลมอนอบผักรวม
หรือเมนูสเต๊กปลาแซลมอน
5. โยเกิร์ตไขมันต่ำ
โยเกิร์ตไขมันต่ำนั้น
อุดมไปด้วยแคลเซียมที่มีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างกระดูก
และฟันที่แข็งแรงและช่วยให้ทารกมีพัฒนาการที่เหมาะสม
อีกทั้งยังช่วยให้ระบบการย่อยอาหารของคุณแม่เป็นไปอย่างปกติตลอดการตั้งครรภ์
6. ผลไม้
ผลไม้นั้น สารอาหารสำคัญในผลไม้ เช่น เบต้าแคโรทีน
มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเนื้อเยื่อและเซลล์สำหรับภูมิคุ้มกันของทารก
รวมถึงช่วยสร้างฟันและกระดูกให้แข็งแรง
และผลไม้ที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิกจะช่วยป้องกันอาการผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ด้วย
7. ข้าวโอ๊ต
ข้าวโอ๊ตที่เต็มไปด้วยเส้นใย วิตามิน B ธาตุเหล็กและคาร์โบไฮเดรต
ช่วยลดอาการท้องผูก คลื่นไส้และช่วยให้คุณแม่ไม่เป็นโรคโลหิตจาง
และยังมีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์สมองและอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ของทารกอีกด้วย
8. แครอทและพริกหวานแดง
ถ้าอยากให้ดวงตา
ผิวหนังและกระดูกของลูกน้อยในครรภ์เจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่ดี
ควรรับประทานแครอทและพริกหวานแดงอุดมไปด้วยแบต้าแคโรทีน วิตามิน B6และวิตามิน C
9. เนื้อวัวที่มีไขมันน้อย
ควรเลือกกินเมนูเนื้อวัวไขมันน้อยที่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินบี 12
และธาตุเหล็ก เช่น สเต๊กเนื้อ หรือเนื้อทอดน้ำปลา
ทำให้คุณแม่ไม่เป็นโรคโลหิตจางและช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาสมองที่ดี
มีออกซิเจนไหลเวียนในร่างกายปกติ
10. ตับ
วิตามิน A สารอาหารสำคัญที่มีมากในตับ
มีส่วนช่วยทำให้ตัวอ่อนของทารกเจริญเติบโตได้ดี
และช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อหลังคลอดได้เป็นอย่างดี
แต่คุณแม่ควรกินในระดับที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้มีแคลอรีสะสมในร่างกายมากเกินไป…

8 อาหารต้องห้ามสำหรับคุณแม่ให้นมลูก

No Comments
แม่และเด็ก

ช่วงเวลาที่คุณแม่ให้นมลูกถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องได้รับการใส่ใจเป็น
พิเศษ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร คุณแม่ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
เพื่อที่จะได้มีสารอาหารเพียงพอที่จะให้ลูกทาน
นอกจากนั้นคุณแม่ยังต้องเลือกทานอาหารให้เหมาะสมด้วย
เพราะอาหารบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อลูกได้
ซึ่งอาหารที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงมีดังต่อไปนี้
1. คาเฟอีน
คาเฟอีน เป็นอาหารต้องห้ามสำหรับคนตั้งครรภ์อยู่แล้ว
เพื่อคลอดแล้วก็ยังไม่ควรทาน

เพราะว่าร่างกายของทารกไม่สามารถกำจัดสารคาเฟอีนเองได้
จะทานได้ก็ต่อเมื่อทารกมีวัย 3 เดือนขึ้นไป แต่ได้วันละไม่เกิน 2 แก้ว
2. ปลาทะเลน้ำลึก
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไหมทานปลาไม่ได้
ในเมื่อปลามีสารอาหารครบถ้วน
แต่เนื่องจากปลาทะเลน้ำลึกมีปริมาณสารปรอทค่อนข้างสูง
ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ อาจทำให้เกิดอันตรายต่อลูกได้
3. บล็อกโคลีและกระหล่ำปลี
ทั้งบล็อกโคลีและกระหล่ำปลีจะทำให้ทารกมีอาการท้องอืด หรือ
ปวดท้อง
เนื่องจากผักทั้งสองชนิดนี้จะทำให้เกิดก๊าซในกระเพาะอาหารนั้นเอง
4. ช็อคโกแลต
ในช่วงที่ทารกยังมีอายุไม่ถึง 3 เดือน คุณแม่ไม่ควรทานช็อกโกแลต
เพราะว่าช็อกโกแลตบางยี่ห้อมีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
5.ถั่วลิสง
มีคุณแม่หลายรายที่แพ้ถั่วพร้อมกับเด็กทารก
ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการทานถั่วไปก่อนในช่วง 1-6 เดือนแรก
6. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการทานทุกสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้การพัฒนาการของเด็กต่ำกว่าปกติ
และที่สำคัญยังทำลายเซลล์สมองของเด็กทารกอีกด้วย
7. ข้าวสาลี
เด็กทารกวัย 1-6 เดือน จะมีอาการแพ้อาหารค่อนข้างง่าย
โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง หรือข้าวสาลี
8. ผลไม้บางชนิด

หากคุณแม่ทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอย่าง มะนาว, มะม่วง หรือ
สับประรด จะส่งผลให้ทารกมีอาการปวดท้องได้
เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของทารกยังไม่สามารถรับสารอาหารเหล่านี้
ได้
แหล่งอาหารเดียวของทารกก็ คือ น้ำนมแม่
ดังนั้นคุณแม่ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจส่งผลกระทบต่อทารก
เพราะจะทำให้พัฒนาการของลูกน้อยไม่เป็นไปตามวัยและมีร่างกายไม่แข็
งแรง…

Categories: Uncategorized

วิธีการกระตุ้นทารกให้ฉลาด ตั้งแต่ในครรภ์

No Comments
แม่

คุณแม่ทุกท่านย่อมต้องการให้ลูกที่เกิดมาเป็นเด็กฉลาดมีสติปัญญาและอารมณ์ ซึ่งการะกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูก
ตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่นั้น สามารถทำได้หลายวิธีที่ทำให้ลูกให้ฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ดังนี้
1.อ่านหนังสือ
การอ่านหนังสือให้ทารกน้อยในท้องฟัง หรือพูดคุยสื่อสารระหว่างแม่กับลูก นอกจากจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์
ระหว่างกันแล้วเจ้าหนูจะจดจำน้ำเสียงของคุณแม่ได้ ที่สำคัญการเลือกหนังสือนั้น ควรเลือกหนังสือที่มีเรื่องราวสนุกสนานๆ
ทำให้สมองของเด็กงสามารถพัฒนาทักษะทางภาษาได้ดี ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ จนกระทั่งคลอด
2.ลูบท้อง
การลูบท้องควรลูบเป็นวงกลม จะจากบนลงล่างหรือจากล่างขึ้นบน
เพราะการลูบท้องนั้นจะช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกของลูกผ่านทางหน้าท้อง
ผิวของทารกจะสัมผัสกับผนังด้านในของมดลูก โดยคุณแม่จัสังเกตได้ว่าลูกที่อยูในครรภ์ จะเตะเพื่อโต้ตอบ
เหมือนกำลังเล่น
3.ไฟฉาย
ลูกที่อย่ในครรภ์ตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไป คุณแม่สามารถเริ่มส่องไฟที่หน้าท้อง เพื่อกระตุ้นสมองและการมองเห็นของลูก
เพราะในช่วง 7 เดือนนี้เด็กในครรภ์สมารถกระพริบตา เพื่อตอบสนองต่อแสงไปได้แล้ว
อีกทั้งยังเตรียมความพร้อมสำหรับการมองเห็นหลังจากที่คุณแม่คลอดออกมาแล้ว
4.เก้าอี้โยก
การนั้งเก้าอีโยกเป็นการช่วยพัฒนาเซลล์สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว
ในขณะที่คุณแม่นั่งเก้าอี้โยกนั้นลูกที่อยู่ในครรภ์จะตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมจะโอนเอนไปตามทิศทางที่คุณแม่โยก
เพื่อที่ลูกน้อยคลอดออกมาจะสามารถพลิกคว้ำและหงายได้อย่างรวดเร็ว…

Categories: Uncategorized

อุ้มลูกอย่างไร ให้ลูกสบายเนื้อสบายตัวถูกต้อง และปลอดภัย

No Comments
แม่และเด็ก

สำหรับแม่มือใหม่แล้ว การอุ้มลูกแรกเกิดนั้นไม่ง่ายเลย
เพราะกลัวว่าเจ้าตัวน้อยจะลื่นหล่นไปจากการอุ้มเพราะลูกยังบอบบางมาก สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ต้องมีคือ ความมั่นใจ
ในการอุ้มทารกที่ถูกต้อง ที่คุณแม่ควรได้ฝึกไว้ เพื่อให้แม่มั่นใจว่าการอุ้มลูกในครั้งต่อไป
การอุ้มทารกแรกเกิดจนถึง4 เดือน – คอยประคองศีรษะทารก เพราะศีรษะของทารกแรกเกิด
คือส่วนที่หนักและบอบบางที่สุด ประคองศีรษะของเขาแล้ว อย่าลืมประคองไหล่ของลูกด้วยยกตัวลูกขึ้นมาช้า ๆ เบา ๆ
มองหน้าลูกหรือพูดคัย จัดลูกให้อยู่ในท่าอุ้มที่คุณแม่หรือคุณพ่อถนัด

มีวิธีอุ้มลูก 3 แบบดังนี้
แบบที่ 1 อุ้มพาดบ่า – โดยเฉพาะการอุ้มพาดบ่าแขนข้างหนึ่งของเราพาดหลังลูก เพื่อให้ทำให้ทารกแรกเกิดเรอหลังดื่มนม
อย่าลืมคอยประคองศีรษะของลูกไปด้วย ไม่อย่างั้นศีรษะลูกอาจจะโยกไปมาทำให้เกิดอันตรายได้
แบบที่ 2 อุ้มนอนบนแขน – ให้คุณแม่อุ้มลูกน้อยหันหน้าลูกออก แล้วใช้มือข้างหนึ่งรองที่ก้น
ส่วนมืออีกข้างอ้อมมากอดลูกน้อย
แบบที่ 3 อุ้มลูกด้วยเป้อุ้มลูก – วิธีการอุ้มแบบนี้ก็เป็นการอุ้มอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ
ที่คุณแม่สามารถอุ้มลูกไปไหนมาไหรนอย่างสะดวกด้วย ทำอย่างอื่นไปด้วยได้ วิธีการก็ไม่ยากค่ะ
เพียงแค่คุณแม่มีอุปกรณ์การอุ้มที่ไว้แนบอก พวกกระเป๋า หรือเป้อุ้มลูก…

Categories: Uncategorized

5 ผลไม้ที่เหมาะสำหรับทารกวัย 6 เดือนขึ้นไป

No Comments
แม่และเด็ก

วันนี้เราจึงได้นำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับผลไม้ที่ทารกวัย 6
เดือนสามารถทานได้ฝากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กัน
ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างตามมาดูพร้อม ๆ กันเลย
1. กล้วย
นอกจากกล้วยจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอร่อยแล้ว
ยังอุดมไปด้วยโพแทสเซีม และใยอาหารที่ย่อยได้ง่าย
ดังนั้นเมื่อทารกทานกล้วยจะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี
และกล้วยที่เหมาะสำหรับทารก คือ กล้วยที่สุกจัด ๆ
2. ส้ม

ส้มเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี
ซึ่งเมื่อทานเข้าไปแล้วจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี
นอกจากนั้นยังช่วยให้ร่างกายสดชื่น
และยังช่วยย่อยโปรตีนในนมที่ลูกดื่มได้แนอย่างดี
3. มะม่วงสุก
นอกจากลูกจะได้รับความหวานแล้วจากการทานมะม่วงสุกแล้ว
เบต้าแคโรทีนที่มีอยู่ในมะม่วงงสุกยังช่วยทำให้สายตาของลูกดีขึ้นด้วย
นอกจากนั้นสารแอนติออกซิแดนท์ยังสามารถป้องกันการเสื่อมสภาพของเ
ซลล์ในร่างกายได้
4. แตงโม
แตงโม เป็นผลไม้รสหวานที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูงถึง 92
เปอร์เซ็นต์ จึงช่วยให้ร่างกายสดชื่น
นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เป็นยาระบายอ่อน ๆ
จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น
5. อะโวคาโด
เนื่องจากอโวคาโดเป็นผลไม้เนื้ออ่อนที่เป็นแหล่งสะสมของวิตามินอี
และ กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย จึงช่วยบำรุงหัวใจได้
แต่ควรจำกัดปริมาณในการให้ลูกทาน
เพราะอโวคาโดมีปริมาณไขมันค่อนข้างสูง
ซึ่งไม่เหมาะหากลูกจะทานมากเกินไป
ก่อนที่จะเลือกผลไม้ให้ลูกทาน
ต้องไม่ลืมว่าระบบขับถ่ายของเขาและเราต่างกันมากขนานไหน
ดังนั้นผลไม้ที่คุณพ่อคุณแม่เลือกให้ลูกทานควรเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และ
มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเขา…

Categories: Uncategorized

อาหารเสริมวิตามินนั้นสำคัญกับเด็กแค่ไหน

No Comments
แม่และเด็ก

 

คงมีปัญหาที่เกี่ยวกับลูกไม่ยอมรับประทานข้าวเกิดขึ้นไม่น้อย ทำให้คุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตไม่ครบถ้วน ซึ่งปัญหาเหล่านี้บางทีก็ต้องใช้ตัวช่วย ในเมื่อทานเข้าหรืออาหารได้น้อย ก็ต้องใช้อาหารเสริมให้ลูกได้รับประทาน เพื่อการได้รับสารอาหารในร่างกายมากเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอาหารซึ่งอาจมาในรูปแบบของช็อคโกแลต ยา หรือขนมหวานต่างๆ มาให้ลูกได้รับประทานเพื่อชดเชยในสิ่งที่ขาดไป

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของอาหารเสริมและวิตามิน นั้นมีความสำคัญกับลูกน้อยมากแค่ไหน พร้อมกับแนะนำอาหารเสริมที่มีคุณภาพและควรแก่การให้ลูกบริโภค

ถ้าพูดถึงอาหารเสริมนั้นไม่ใช่ว่าจะสามารถทานได้แบบไม่มีลิมิต เพราะว่าวิตามินบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายนั้นก็มีข้อจำกัดในการรับประทานอยู่ด้วยแม้ว่าร่างกายจะขับวิตามินส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะ แต่การกินวิตามินบางชนิดในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิดการสะสมในร่างกายและเกิดผลข้างเคียงได้จึงเป็นเรื่องที่ไม่แนะนำ นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามในการกิน วิตามินเสริมด้วย ซึ่งถ้าจะเอาให้ปลอดภัยควรอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรจะดีที่สุด

ซึ่งสารอาหารทั่วไปที่สำคัญต่อร่างกายของเด็กๆ มักจะเป็นจำพวกวิตามินอย่าง A, B1, B6, B12, C, D, E และ K รวมไปถึงสารอาหารอื่นๆอย่าง ธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม และโฟลิก DHA โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ด้วย

คราวนี้มาพูดถึงอาหารเสริมที่มีอยู่ในบ้านเราว่ายี่ห้อไหนที่ควรใช้และมีสรรพคุณที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง เริ่มจาก

Nutroplex Oligo Plus

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดน้ำ ที่มีส่วนประกอบของโอลิโกฟรุคโตส วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินดี แคลเซียม แมกนีเซียม กรดอะมิโน และเสริมธาตุเหล็กเข้าไปด้วย ตัวนี้จะเน้นสำหรับเด็กที่กินยาก เลือกกิน กินอาหารไม่ครบ รวมไปถึงขับถ่ายยาก เพราะมีใยอาหารอย่างโอลิโกฟรุคโตสเป็นส่วนประกอบหลัก รสชาติและกลิ่นถือว่าดี ทานง่าย แถมรายละเอียดระบุชัดว่าแต่ละวัยควรกินในปริมาณเท่าไหร่

Seven Sea Ocean Gold

เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เบื่ออาหาร หรือเด็กที่อยู่ในช่วงเจ็บป่วยหรือระยะพักฟื้น รสชาติหวานกลิ่นส้ม แอบขมนิดๆ และมีกลิ่นของยา ถ้าเด็กไม่ชอบอาจกินยาก แต่ข้อดีคือมีโอเมก้า 3 และมีวิตามินซีสูง

Scott’s วิตามินซี

วิตามินชนิดเม็ดแบบเจลลี่ รสชาติเหมือนขนมเจลลาตินทั่วๆ ไป กินง่าย แต่ผู้ใหญ่ต้องคอยกำกับให้ลูกเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน เนื่องจากตัวเจลี่ค่อนข้างเหนียว ถ้าเคียวไม่ละเอียดอาจติดคอได้ แต่ข้อดีคือมีวิตามินซีสูง จึงเหมาะสำหรับเด็กที่กินผลไม้น้อย ช่วยป้องกันหวัดได้

 …

Categories: Uncategorized