การฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

No Comments
ภาษา

ขั้นตอนการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กเก่งภาษา

ในยุคนี้ เป็นยุคที่มีการสื่อสาร และเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสที่จะเรียนรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ง่ายดาย แต่ว่าพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็ก จะมีวิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ อย่างไรให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ โดยไม่ยัดเยียดให้เด็ก ๆ ต้องไปเรียนพิเศษตั้งแต่วัยเยาว์  ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ เบื่อและไม่อยากที่จะเรียนรู้ภาษา ซึ่งวันนี้จะพาไปเรียนรู้วิธีการฝึกฝนเด็ก ๆ ให้กลายเป็นเด็กที่เก่งภาษาได้ จากการเลี้ยงดู ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย  คาสิโนออนไลน์

1.ศัพท์ใกล้ตัวเป็นสิ่งสำคัญ

จะต้องฝึกฝนให้เด็ก ๆ เป็นคนที่เรียนรู้คำศัพท์ใกล้ตัวก่อน เช่น ของใช้ในบ้านต่าง ๆ จะต้องเป็นบอกให้เด็ก ๆ ใช้เป็นภาษาอังกฤษ และมีคำแปล ติดไว้ตามสิ่งขงต่าง ๆ ภายในบ้าน  หากว่าเด็ก ๆ ใช้อย่างเป็นประจำ จะทำให้เด็ก ๆ เริ่มชิน และเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย

2.ตื่นเช้ามาเริ่มต้นคำทักทายด้วยภาษาอังกฤษ

ซึ่งเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ผู้ปกครองครวที่จะสอนเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ที่จะทักทายเป็นภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งเมื่อทำเป็นกิจวัตรประจำวันจะทำให้เด็ก ๆ รู้จักเรียนรู้ที่จะพูดภาษาอย่างไม่เขินอาย และชินกับกับฝึกพูด

3.เกมส์ฝึกภาษา

เด็ก ๆ จะชื่นชอบการเล่นเกมส์กันทุกคน ซึ่งผู้ปกครองจะต้อง ปรับเปลี่ยนจากการเล่นเกมส์แบบธรรมดา มาเป็นเกมส์ที่ช่วยฝึกทักษะภาษาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ สนุกกับไปการเรียนรู้ และรู้จักการใช้ภาษาได้มากขึ้นด้วย จะทำให้เด็กเริ่มชินกับภาษาที่ 2 และ 3 โดยไม่รู้ตัวผ่านจากการเล่นเกมส์

4.ใช้ดนตรีช่วยสอน

การเรียนรู้ภาษานั้น การใช้ดนตรี และเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่น ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆ  เพลิดเพลินและมีความสุขในการร่วมกิจกรรม เพราะว่าเด็ก ๆ อยู่ในช่วงกำลังคิด และกำลังจำ ดังนั้น การฝึกร้องเพลงภาษาต่างประเทศจะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้และสนุกโดยไม่น่าเบื่อ หรือกำลังถูกบังคับให้เรียนภาษาอยู่นั่นเอง

5.พาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้นอกบ้าน

การที่เด็ก ๆ จะเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักการช่างสังเกต รู้จักการแยกเยอะ และมีจิตสึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมนั้น เด็ก ๆ จะต้องถูกฝึกให้ออกไปเรีนรู้นอกห้องเรียน และนอกบ้านบ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ เกิดการพัฒนา และสถานที่ต่าง ๆ จะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษบอกไว้ ซึ่งเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ได้ง่าย

การฝึกฝนให้เด็ก ๆ เก่งภาษานั้น ผู้ปกครงจะต้องใส่ใจ และสังเกตดูว่า เด็กแต่ละคนชื่นชอบแบบไหน และสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบ ให้เกิดการพัฒนาต่อไปในอนาคต จะได้กลายเป็นเด็กที่เก่ง และมีความสามารถพร้อมทั้งมีจิตสำนึกที่ดีด้วย…

ช่วงอายุที่เหมาะเป็นแม่คน มากที่สุด

No Comments

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้น
ส่งผลให้คู่รักหลายคู่แต่งงานกันช้า
ต่างจากสมัยก่อนที่จบการศึกษาได้ไม่กี่ปีก็มักจะมีครอบครัวกันแล้ว
โดยส่วนใหญ่มักจะรอให้มีความพร้อมในทุกด้านเสียก่อน จึงค่อยตัดสินใจแต่งงานและมีลูก
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาจาก Royal College of Obstetrics and Gynaecology ในอังกฤษ พบว่า
ช่วงอายุที่เหมาะสมกับการมีบุตรมากที่สุด คือ 20-35 ปี เพราะโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งลูกมีน้อยมาก
อีกทั้งยังคลอดได้ง่าย โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าคลอดที่ต้องใช้เวลาพักฟื้นยาวนานกว่าด้วย
นอกจากนี้ ช่วงอายุดังกล่าวยังรับมือกับภาวะขาดการนอนหลับหรือนอนไม่เต็มอิ่มได้ดีกว่าช่วงอายุที่มากกว่าด้วย
เวลาที่ต้องตื่นขึ้นมาดูแลลูกน้อยกลางดึกขณะเดียวกันก็ยังแข็งแรง
และมีพลังงานมากพอที่จะร่วมกิจกรรมกับลูกๆได้ในวันกีฬาสีได้อย่างสนุกสนานด้วย
อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัย Aarhus University ในเดนมาร์ก
พบว่า ช่วงอายุที่เหมาะกับการอบรมเลี้ยงดูลูกๆ
มากที่สุดนั้นควรจะเป็นอายุ 33 ปี ขึ้นไป โดยให้เหตุผลว่า
เพราะผู้เป็นแม่มีวุฒิภาวะมากพอในการอบรมและรับมือกับพฤติกรรมของลูกได้ เนื่องจากเด็กที่มีอายุระหว่าง 7-11ขวบ
เป็นช่วงที่เลี้ยงได้ยากมากที่สุด ซึ่งคุณแม่ที่อายุมากขึ้นมาอีกนิด จะมีความอดทน และพร้อมให้อภัยลูกๆ
ของตัวเองได้มากกว่า โดยผลสำรวจพบด้วยว่า พวกเธอมักจะหลีกเลี่ยงการลงโทษลูกๆ ด้วยการตีหรือใช้กำลัง
ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากช่วงอายุที่เหมาะสมในการเป็นแม่คนแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญ ในการเป็นคนเป็นแม่
ที่จะขาดไม่ได้ คือการเอาใส่ใจลูกน้อยให้ดีที่สุด รวมถึง ดูแลสุขภาพ ตลอดจนอาหารการกิน ที่ถือว่า
เป็นหัวใจสำคัญของการเลี้ยงดู ที่จะขาดไม่ได้เช่นกัน…

อาหารกระตุ้นสมองลูกน้อย

No Comments

การกินอาหารที่มีโภชนาการสูงตรงตามวัยจะ ทำให้สมองของลูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
และเมื่อพูดถึงอาหารเสริมสำหรับเด็กหรือทารกน้อย ก็จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการที่จะค่อยๆ
ฝึกให้ลูกน้อยรับประทานอาหารเสริมอย่างถูกต้อง
เพื่อเขาจะได้มีพัฒนาการด้านโภชนาการที่เหมาะสมเมื่อลูกน้อยเติบโตขึ้น
อาหารเสริมสำหรับเด็กก็คืออาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กแต่ละวัยนั่นเอง
อาหารเสริมที่ดีต่อพัฒนาการของลูก
-เนื้อปลา เเนื่องจากเนื้อสมองของคนเราประกอบไปด้วยไขมัน ดังนั้นจึงควร บำรุงด้วยไขมันชั้นดีอย่างเนื้อปลา
ปลาทู ปลาซาดีน ปลาแซลมอน โดยเฉพาะปลาแซลมอนที่อุดมไปด้วยกรดไขมัน มีโอเมก้า3 DHA และ EPA
ที่ช่วยในการสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง
ไข่ไก่ มีสังกะสีและธาตุเหล็ก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมองในไข่ 1 ฟองจะอุดมไปด้วยโปรตีน
ยิ่งตรงไข่แดงจะมีโปรตีนเยอะที่สุด ดังนั้นลูกควรได้รับประทานไข่อย่างน้อยวันละ 1ฟอง
-ถั่ว จะช่วยเรื่องเสริมความจำ และบำรุงสมอง และยังเป็นแหล่งอาหารสำคัญของโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต
-ไอโอดีน สำคัญกับการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งจำเป็นกับการเจริญเติบโตของร่างกาย และสมอง
ถ้าขาดหรือได้รับไม่เพียงพอจะมีผลต่อระดับสติปัญญามีใน อาหารทะเล สาหร่ายทะเล
-สังกะสี สำคัญสำหรับการส่งถ่ายข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย คือ เนื้อสัตว์
อาหารทะเล ถั่ว ฟักทอง
-อาหารเช้าก็สำคัญไม่แพ้กัน เด็กวัย 1-3 ปี เป็นวัยเรียนรู้ที่ต้องการพลังงานจากอาหาร เพื่อการเรียนรู้อย่างมาก
โดยเฉพาะพลังงานจากอาหารมื้อเช้า เพราะช่วงเวลาจากมื้อเย็นถึงเช้าวันใหม่ค่อนข้างยาว
และสมองเป็นอวัยวะส่วนที่ต้องการพลังงานสูงในการทำงาน มื้อเช้าจึงเป็นมื้อสำคัญสำหรับเด็กๆ ที่ไม่ควรละเลย
-เนย เพราะว่าเนยมีสารอาหารที่จะช่วยบำรุงสมองและเพิ่มความจำ และยังต่อต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วยค่ะ
กินอย่างไรให้ฉลาด
1.อาหารเสริมสมองอย่างแรกที่ต้องให้ลูกก็คือนมแม่ เพราะในนั้นครบถ้วนทั้งสารอาหารเสริมสมอง
อีกทั้งภูมิ
ต้านทานมากมายที่อาหารชนิดไหนก็เทียบไม่ได้เลย
2.เมื่อถึงวัยอาหารเสริม ต้องเลือกอาหารที่มีประโยชน์เหมาะสมตามวัย ทั้งชนิดและลักษณะอาหาร
เพิ่อให้ลูกคุ้น
ชินกับอาหารอื่นนอกจากนม
3.เมื่อถึงวัย 1 ปีขึ้นไป เป็นวัยเรียนรู้อย่างมากมาย ที่สามารถปลูกฝังเรื่องต่างๆ
ให้เป็นนิสัยไปจนโตได้ตั้งแต่วัยนี้
รวมทั้งเรื่องการกิน ควรจัดอาหารให้ลูกได้เรียนรู้รสชาติ รูปแบบ
พร้อมเป็นต้นแบบในการรู้จักเลือกกินอาหารที่ดีมี
ประโยชน์ ถ้าเด็กฉลาดในการกินแล้ว สิ่งที่จะได้ตามมาย่อมมีมากกว่าความฉลาดอย่างแน่นอน…

การเติบโตของสมองทารก

No Comments

สมองของทารกประกอบไปด้วย
สมองของเด็กแรกเกิดประกอบด้วย เซลล์ประสาท หนึ่งแสนล้านเซล
และมีน้ำหนักเฉลี่ย 340 กรัม เซลเหล่านี้ยังมีการเชื่อมต่อกันน้อย เมื่อทารกอายุ 1 ปี
น้ำหนักสมองจะเพิ่มเป็น 1,100 กรัม เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัวเลยทีเดียว
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้มีผลมาจากการขยายตัวของเซลประสาทและเพิ่มเครือข่ายเ
ส้นใยเซลล์ประสาทไปเชื่อมต่อกับจุดต่างๆ ของเซลล์อื่นๆ
ทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทมากยิ่งขึ้น
สมองของทารกจะสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่ออย่างรวดเร็วภายใน
3 ปีแรก น้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่า 80%
หากทารกได้รับการดูแลและกระตุ้นพัฒนาการอย่างถูกวิธี
เครือข่ายเส้นใยประสาทจะถูกสร้างขึ้นมากถึง
หนึ่งล้านล้านเครือข่ายและหนึ่งล้านล้านจุดเชื่อมต่อ ซึ่งมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่าตัว
ทักษะความสามารถด้านการเรียนรู้ ความจำ การคิด การใช้เหตุผล
และพัฒนาการด้านต่างๆ จะมากขึ้นตามไปด้วย

ปัจจัยต่อการเติบโตของเซลล์ประสาทสมอง
นอกจากโภชนาการที่ครบถ้วนเหมาะสมตามวัยของทารกแล้ว
ปัจจัยที่มีผลให้เซลล์ประสาทสมองเติบโตอย่างเต็มที่
เพิ่มเครือข่ายและจุดเชื่อมต่อของเส้นใยประสาท คือ กายสัมผัสทั้ง 5 + 1 นั่นคือ หู
ตา จมูก ลิ้น กาย + ใจ

การพูดคุยกับลูก ในเรื่องที่หลากหลาย การร้องเพลงให้ฟัง
การอ่านหนังสือหรือนิทาน เป็นต้น

1.หู
หมายถึงการกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านการได้ยินซึ่งสารมารถทำได้ตั้งแต่ทารกอยู่ใน
ครรภ์ เช่น การเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ เสียงธรรมชาติ เสียงการทำกิจวัตรประจำวัน

2.ตา หมายถึงการกระตุ้นประสาทสัมผัสทางการมองเห็น
เด็กทารกมองเห็นตั้งแต่อยู่ในครรภ์
และเมื่อคลอดมาแล้วกระตุ้นด้วยการใช้สีสันสดใสและความหลากหลายของอุปกรณ์เ
ครื่องใช้ ของเล่น อาหาร ผู้คนและสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ

3.จมูก หมายถึงประสาทสัมผัสผ่านกลิ่น การฝึกให้เด็กได้สูดดมกลิ่นที่หลากหลาย
หอมละมุน จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ประสาทสมองด้านนี้ได้

4.ลิ้น หมายถึงประสาทสัมผัสการลิ้มรสชาติต่างๆ ทั้ง เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด
โดยเพิ่มขึ้นทีละนิดตามอายุของเด็ก

5.กาย หมายถึงประสาทสัมผัสทางกายตั้งแต่หัวจรดเท้า
เปิดโอกาสให้ลูกทดลองและเรียนรู้ทุกอย่างรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น น้ำ ดิน ทราย โคลน
ก้อนหิน ต้นไม้ อาหาร เป็นต้น

6.ใจ หมายถึงความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด
จะทำให้ทารกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย และมีความมั่นคงทางจิตใจและความรู้สึก
ซึ่งจะถูกสะสมบ่มเพาะเป็นพื้นฐานนิสัยและบุคลิกภาพของเด็กตามมา
แหล่ะนี่ก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กแต่ละคนเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดความอ่า
นรวมถึงอุปนิสัยไม่เหมือนกันนั่นเองค่ะ

Categories: Uncategorized

อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 6

No Comments

พัฒนาการทารกในครรภ์
*
ตอนนี้ลูกมีความสูงประมาณ มม. มีขนาดเท่ากับลูกอ๊อดตัวเล็ก
*
หัวใจเริ่มเต้นประมาณ 100–130 ครั้งต่อนาที เลือดเริ่มไหลเวียน
*
ปุ่มเล็กที่จะกลายเป็นแขนขาเริ่มเป็นรูปร่าง และ
*
สามารถตรวจคลื่นสมองได้ตั้งแต่วันที่ 40 เนื้อเยื่อสมองเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
*
ตาก็จะเริ่มเป็นรูปร่างและเริ่มมีสีคล้ำขึ้น

เตรียมพร้อมร่างกายของคุณ
ในช่วงแรกที่ตั้งครรภ์ สิ่งสำคัญก็คือคุณแม่ต้องทานกรดโฟลิคเสริม
เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกจะมีท่อประสาทบกพร่อง เช่น ภาวะเยื่อหุ้มไขสันหลังปิดไม่สนิท
หรือที่เรียกว่า Spina bifida ตอนนี้แม่อาจเริ่มรู้สึกคลื่นไส้เมื่อฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น 
ควรจะกินอาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้งและอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ 
การกินแครกเกอร์หรือขนมปังกรอบทีละนิดก่อนลุกจากที่นอนในตอนเช้าก็อาจช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้

พัฒนาการทารกวัยแรกเกิด

No Comments

คุณพ่อคุณแม่สามารถติดตามพัฒนาการทารก และเรียนรู้วิธีการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้ง่ายๆดังต่อไปนี้
พัฒนาการทารกแรกเกิด ทารก 2-3 อาทิตย์แรก
ตอนอาทิตย์แรกหลังจากที่ลูกน้อยเกิดมาเป็นเวลาที่ลูกต้องปรับตัวและก็ทำความคุ้นเคยกับโลกใหม่

มีปฏิกิริยาสะท้อนกลับตามธรรมชาติ
พัฒนาการทารกเกิดขึ้นมากับปฏิกิริยาสะท้อนกลับตามธรรมชาติ
ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่การมองเห็นจะดีขึ้นและก็กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น 
ลูกจะกำมือแน่นเมื่อใส่ของในมือและจะหันไปหาทันทีเมื่อถูกเขี่ยที่แก้ม 
รวมทั้งจะดูดของที่เข้าไปในปาก

วิธีสื่อสาร
วิธีหลักของความเจริญทารกในช่วงนี้ก็คือ การร้องไห้ 
ยิ่งคุณตอบสนองลูกเร็วมากแค่ไหน ก็ยิ่งเป็นการสร้างความแน่ใจให้ลูก
ว่ามีคนรับฟังและใส่ใจดูแลอยู่ ทำให้ทารกรู้สึกมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น 
แล้วไม่นานคุณก็จะเรียนรู้เองว่าลูกร้องไห้เพราะเหตุใด

การมองเห็น
พัฒนาการทารกแรกเกิดยังมองเห็นได้ไม่ชัดนัก 
โดยสามารถเห็นได้ในระยะ 8-10 นิ้ว 
หรือช่วงห่างระหว่างสายตาลูกกับใบหน้าแม่ขณะอุ้มให้นมลูก 
แล้วก็ต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน 
สายตาก็เลยจะพัฒนาต่อได้เต็มที่จนถึงสามารถมองเห็นความลึกของวัตถุและมองเห็นสีสันต่างๆได้

การนวดสัมผัสทารกแรกเกิด
การนวดสัมผัสเป็นวิธีที่ดีมากในการช่วยให้ลูกน้อยทารกของคุณผ่อนคลาย 
ทั้งยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ทางใจระหว่างคุณกับลูก 
เริ่มด้วยการนวดเบาๆอย่างสุภาพ 
ลูกจะแสดงอาการให้ท่านรู้หากรู้สึกไม่สบายตัว

ส่วนใหญ่ลูกมักจะผลอยหลับไประหว่างการนวดหรือเมื่อนวดเสร็จ 
ดังนั้น จึงเหมาะที่จะนวดให้ลูกก่อนเวลานอนหรือหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ
ควรจะใช้แต่น้ำมันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติเพราะลูกอาจเผลอกลืนน้ำมันเข้าไปได้ 
เช่น น้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 
ซึ่งปลอดภัยและอ่อนโยนสำหรับผิวทารกและที่สำคัญเป็นน้ำมันที่ใช้รับประทานได้

“โรคอ้วน” ภัยร้ายและผลข้างเคียงสำหรับลูกน้อย

No Comments

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าการปล่อยให้ลูกน้อยอ้วนเกินพอดี
เป็นการก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านร่างกาย และก็สภาพจิตของลูกในระยะยาวได้
มาดูกันว่าโรคอ้วนเปรียบเหมือนภัยร้ายที่ทำลายชีวิตลูกรักของคุณพ่อคุณแม่อย่างไรบ้าง
โรคอ้วนเป็นภาวะผิดปกติในระยะยาว
เซลล์ไขมันภายในร่างกายจะมีช่วงที่เจริญเติบโตอยู่สองช่วงคือวัยเด็กและวัยรุ่น
การมีจำนวนเซลล์ไขมันสะสมมากในวัยเด็ก จะทำให้การลดน้ำหนักตัวในวัยผู้ใหญ่ทำได้ยากมากยิ่งขึ้น
และยังมีแนวโน้มสูงมากๆที่เด็กน้อยจะเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีภาวะน้ำหนักเกินต่อไปค่ะ
ปัญหาน้ำหนักตัวในวัยเด็กยังก่อให้เกิดปัญหาทั้งร่างกายและจิตใจดังนี้ค่ะ

ปัญหาของเด็กน้ำหนักเกิน
เด็กอ้วนชอบมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจในตนเอง เกิดปัญหาในการเข้าสังคม รู้สึกโดดเดี่ยว
ซึ่งในบางกรณีความไม่มั่นใจเล็กๆน้อยๆอาจค่อยๆสะสมเป็นปมปัญหา
จนถึงกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้นะคะ ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านจิตวิทยาที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอ้วนจะต้องสังเกต
แล้วก็คอยให้กำลังใจ หรือหาทางออกให้ลูกคลายปัญหาวิตก และคลายความเครียดทางใจนะคะ
ปัญหาทางสุขภาพร่างกายหลายๆอย่างก็อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุของความอ้วน
เนื่องจากเด็กโรคอ้วนมีไขมันสะสมในร่างกายสูง ทำให้การทำงานในการหายใจเพิ่มขึ้น
ก็เลยส่งผลให้มีสมรรถภาพปอดลดลง
อาจเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น หรือเป็นโรคหอบหืด
น้ำหนักเกินยังทำให้ร่างกายมีโอกาสได้รับบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น เช่น เกิดอาการข้อต่อเจ็บ
หรือการเจ็บกระดูก หรือกล้ามเนื้อ เพราะข้อเข่าและก็ข้อเท้าต้องรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป
ส่วนมากการมีน้ำหนักเกิน มักจะมาพร้อมๆกับโรคอื่นๆด้วย เช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือด
เด็กโรคอ้วนมักมีความดันเลือดสูง โดยเฉพาะเด็กที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อย
แล้วก็ความดัน เลือดสูงสัมพันธ์กับมวลไขมันอย่างมีนัยสำคัญ และมักเป็นโรคเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อ
และก็เมตาบอลิซึม เพราะพบระดับอินซูลินในเลือดสูง เกิดภาวะต่อต้านอินซูลิน
โดยพบมากขึ้นตามความรุนแรงของโรคอ้วน และนำไปสู่เบาหวานประเภทที่ 2 ในเด็กแล้วก็วัยรุ่นมากขึ้น
คุณพ่อคุณแม่ทราบถึงผลกระทบระยะยาวจากโรคอ้วนต่อลูกรักดังนี้แล้ว
จึงควรพยายามหัดนิสัยการรับประทาน และปรับพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนให้ลูกตั้งแต่ยังเด็กนะคะ
เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาต้องมาทนทรมานกับโรคอ้วนเมื่อเติบโตขึ้นไปค่ะ…

เด็กร้องไห้อาจจะเป็นเพราะ 5 สิ่งนี้

No Comments

1.การร้องในลักษณะโคลิก (Colic)
ในวงการแพทย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการร้องไห้ของเ
ด็กในลักษณะที่เรียกว่าโคลิกได้ค่ะ
อาการโคลิกส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึง 2 เดือน
โดยอาการคือ เด็กจะร้องไห้ซ้ำๆ ในช่วงเวลาเดิมๆ โดยมากจะเป็นช่วงเวลาเย็นๆ
ใกล้ค่ำ หรือช่วงรอยต่อระหว่างกลางวันและกลางคืนค่ะ เด็กจะร้องไห้อย่างน่ากลัว
งอเข่าเข้าหาลำตัว ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นแม้ว่าจะอุ้มหรือให้นม
ส่วนใหญ่แล้วอาการโคลิกจะหายไปเองหลังจากเริ่มเป็นประมาณ 2 เดือนค่ะ
หากพบว่าลูกมีอาการโคลิก การฝึกลูกให้เข้านอนด้วยตนเองอาจจะยากสักหน่อยค่ะ
ควรที่จะรอให้อาการโคลิกหายไปก่อนค่ะ แล้วจึงค่อยฝึกลูกนะค่ะ
โดยอาจจะพาแกเข้านอนก่อนเวลาที่แกจะร้องก็ได้ค่ะ ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า
โคลิกนั้นเกิดจากลมในท้องซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างวัน
ดังนั้นการอุ้มพาดบ่าเพื่อให้เด็กได้เร่อ
หรือนอนคว่ำพร้อมกับการลูบหลังลูกเพื่อบรรเทาอาการปวดก็อาจจะช่วยได้ค่ะ
แต่หากให้นอนคว่ำก็ต้องระวังอย่าให้ลูกเผลอกดทับจมูกตัวเองจนหายใจไม่ออกนะค่ะ

2.ร้องไห้เพราะว่าปวดฟัน
ฟันที่กำลังเริ่มขึ้นนั้นสร้างความเจ็บปวดให้ลูกจนร้องไห้ตลอด
ทำให้ลูกไม่สามารถนอนหลับได้ยาวในช่วงกลางคืน
นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ต้องเตรียมรับมือค่ะ เพราะเมื่อฟันของลูกกำลังจะขึ้น
คุณอาจจะเตรียมเจลสำหรับทาฟันที่กำลังขึ้นสำหรับเด็ก
ซึ่งเมื่อทาแล้วเด็กจะรู้สึกชาเพื่อบรรเทาอาการปวด
และให้เด็กนอนหลับในช่วงดังกล่าว
แต่อย่างไรก็ตามควรที่จะปรึกษาคุณหมอก่อนนะค่ะ

3.นอนไม่หลับ ร้องไห้ตลอดเพราะลูกป่วย
การป่วยของลูก สามารถแบ่งเป็น ป่วยแบบเฉียบพลันกับป่วยเรื้อรังค่ะ
การป่วยแบบเฉียบพลันเช่น เด็กเป็นไข้, ท้องเสีย แพ้อาหาร ฯลฯ
ส่วนการป่วยแบบเรื้อรังได้แก่ เด็กที่เป็นโรคประจำตัวเช่น หอบ หืด
แล้วอาการกำเริบค่ะ
คุณควรที่จะสังเกตและเตรียมรับมือกับอาการป่วยของลูกไว้ให้พร้อมค่ะ

4.ร้องไห้เพราะแปลกที่ เมื่อต้องเดินทางหรือไปค้างคืนที่อื่น
การไปพักที่อื่นที่ไม่ใช่ห้องนอนที่เด็กคุ้นเคย
อาจจะทำให้คืนนั้นเด็กนอนหลับได้ไม่นานนัก เนื่องจากยังไม่คุ้นเคย
คุณพ่อคุณแม่อาจจะแก้ไขด้วยการนำที่นอน หรือสิ่งของที่ลูกติด
หรือชอบให้มีเวลานอน (เด็กบางคนติดตุ๊กตา ติดหมอน ติดผ้าห่ม)
ก็อาจจะนำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยค่ะ

5.ร้องไห้เพราะว่าหิว
เนื่องจากว่าทารกที่อายุยังไม่ถึง 6 เดือน โดยมากมักจะตื่นมากลางดึกเพราะหิวค่ะ
หลังจากให้นมยามดึก เด็กโดยมากก็สามารถนอนหลับต่อได้เองค่ะ
แต่สำหรับเด็กบางคนที่อายุเกิน 6 เดือนไปแล้วก็ยังคงตื่นมากลางดึกเพื่อกินนม
คงต้องมาดูละค่ะว่า เด็กร้องเพราะหิว หรือว่าเป็นเพราะความเคยชินกันแน่
หากคุณแน่ใจว่าลูกได้รับนมและอาหารอื่นๆ อย่างพอเพียงในเวลากลางวัน
แต่ลูกยังคงร้องเพราะติดการทานนมในมื้อดึก ขอให้ลองลดปริมาณนมลง
แต่หากว่าลูกไม่ยอมกินนมในตอลนกลางวัน แต่มาเน้นกินนมตอนกลางคืนแทน
แสดงว่าระบบการกินของเขาไม่ปกติค่ะ ให้แก้ไขโดยให้ลูกกินน้ำเปล่า
หรือผสมนมให้เจือจางในตอนกลางคืน ซึ่งจะทำให้ลูกหิวมากขึ้นในช่วงกลางวัน
เมื่อให้นมในตอนกลางวันลูกจะทานนมมากขึ้นเองค่ะ…

Categories: Uncategorized

10 วิธีเสริมสร้างพัฒนาการเรียนรู้ของลูก

No Comments

วัยเด็กมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น พบกับ 10 เคล็ดลับกระบวนการเสริมพัฒนาการศึกษา
ของลูกคุณที่เหมาะสมทั้งด้านอารมณ์และก็ร่างกายของเด็กวัยนี้
1. 
ความรัก
ลูกต้องการความรักจากคุณ แต่ว่าไม่ใช่การตามใจลูกทุกครั้งที่ลูกร้องไห้
สิ่งที่คุณแม่ควรจะปฎิบัติ สอนให้ลูกเข้าใจว่าการร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจ 
หรือการร้องไห้เพื่อได้สิ่งของที่ต้องการ แบบไหนเหมาะสม 
และสอนให้เขาทราบว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่ลูกร้องไห้แล้วจะได้ทุกอย่างเสมอ 
เพื่อให้เขาเข้าใจเหตุผลและไม่เกิดความเครียดค่ะ

2. พูดคุย
หมั่นสนทนากับลูกบ่อยๆไม่ใช้ภาษาแบบเด็ก ควรจะใช้คำง่ายๆปกติ 
แต่สื่อความหมายที่เข้าใจได้ เช่น ทานข้าวนะคะ ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
สิ่งที่คุณแม่ควรปฎิบัติ พูดกับลูกโดยใช้ภาษาที่คุณถนัดที่สุดและใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย 
และก็อย่าประเมินเรื่องการได้ยินของลูกต่ำไป 
ลูกจะรู้สึกสนุกสนานแล้วก็พยายามทำความเข้าใจในคำพูดหรือท่าทางที่คุณแสดงออกมาค่ะ

3. สัมผัส
การสัมผัสช่วยกระตุ้นความรู้สึกต่างๆของลูกรวมทั้งการเรียน 
อีกทั้งมีส่วนช่วยให้ลูกรู้สึกอุ่นใจรวมทั้งไม่เป็นอันตรายมากขึ้นด้วย 
สิ่งที่แม่ควรจะปฎิบัติ พยายามสัมผัสโดยการโอบกอด หอม จับมือ 
แม่อาจนวดตัวให้ลูกทั่วร่างกายหลังอาบน้ำให้ลูกพร้อมพูดคุยเรื่องต่างไปด้วยค่ะ

4. เลียนแบบ
ลูกจะสนใจมองหน้าคุณเป็นพิเศษ เด็กแรกเกิดจะจ้องตาคุณและก็พยายามเลียนแบบท่าทางของคุณ 
อย่างเช่น การยิ้มหรือการทำหน้าหงุดหงิด
สิ่งที่คุณแม่ควรปฎิบัติ ให้กำลังใจและให้ลูกทำหน้าตาท่าทางเหมือนคุณ 
เช่น ยิ้ม จ้อง หัวเราะ ทำหน้าดุ แลบลิ้น เพื่อช่วยบริหารใบหน้าลูกด้วย 

5. ประสบการณ์
พยายามให้ลูกได้พบเจอและมีส่วนร่วมในสถานการณ์ต่างๆรอบๆตัวเพื่อช่วยเพิ่มทักษะในการเรียนรู้
สิ่งที่แม่ควรจะหลีกเลี่ยง การปล่อยให้ลูกดูทีวีไปเรื่อยๆ
ไม่ใช่สิ่งที่ช่วยเพิ่มพูนทักษะได้ แต่การให้ลูกได้ออกไปพบเจอสิ่งต่างๆ
ในโลกภายนอกที่เป็นของจริงจะช่วยทำให้ลูกทำความเข้าใจได้ดีมากยิ่งกว่าค่ะ

6. สำรวจ
ส่งเสริมให้ลูกเป็นนักสำรวจได้ด้วยการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม 
มีพื้นที่เป็นของตนเองให้ลูกได้ทำกิจกรรมการค้นหา เช่น ห้องนั่งเล่น
สิ่งที่คุณแม่ควรจะปฎิบัติ ควรวางสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายให้ห่างจากลูกเยอะที่สุด 
เก็บสายไฟหรือปลั๊กให้พ้นมือลูก รวมทั้งเลือกของเด็กเล่นที่ปลอดภัยแล้วก็เหมาะสมกับวัยของลูก

7. การอ่าน
เสริมทักษะการอ่านให้ลูกง่ายๆด้วยการอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่วัยเด็ก 
ลูกอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณเล่า แต่จะรู้สึกสนุกและมีส่วนร่วมกับเสียงหรือท่าทางต่างๆของคุณ 
รวมทั้งภาพประกอบในหนังสือหรือนิทานนั้น
สิ่งที่คุณแม่ควรจะปฎิบัติ ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกหนังสือหรือนิทาน
หนังสือนิทานแบบป๊อบอัพหรือแบบที่มีพื้นผิวให้สัมผัส สามารถเรียกความสนใจจากลูกได้

8. ดนตรี
การร้องเพลงหรือเล่นดนตรีให้ลูกฟังส่งผลดีต่อพัฒนาการทางสมองของลูก 
โดยยิ่งไปกว่านั้นเพลงที่มีจังหวะสม่ำเสมอ
สิ่งที่คุณแม่ควรจะปฎิบัติ ลองเขียนเพลงขึ้นใหม่ อาจเป็นเพลงง่ายๆสบาย
เนื้อร้องที่สนุกหรือล้อเลียนเพื่อให้คุณและก็ลูกได้มีเวลาแห่งความสนุกด้วยกัน 
หรือเปิดเพลงเวลาทำกิจกรรมต่างๆได้แก่ เพลงช้าๆเวลาป้อนอาหาร หรือเพลงสนุกเวลาเล่นกับลูก

9. กิจกรรมหรือการละเล่น
การเล่น คือการทำงาน คือความสนุก นั่นเป็นสิ่งที่ลูกเรียนรู้ 
กิจกรรมและก็การเล่นช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆให้กับลูกได้
สิ่งที่แม่ควรจะปฎิบัติ ลองใช้อุปกรณ์ที่เน้นด้านกราฟฟิค เช่น การ์ดสีสันต่างๆ
เพื่อดึงดูดความสนใจและเป็นการฝึกทักษะการเอาใจใส่ไปในตัว 
แล้วก็อย่าลืมอธิบายสีและรูปภาพต่างๆเพื่อลูกได้เรียนรู้ไปด้วย

10. คำชม
ให้กำลังใจหรือคำชมเชยเมื่อลูกทำสิ่งที่ถูกต้อง แล้วก็ให้ลูกได้ศึกษาและก็สำรวจในสิ่งที่เขาถูกใจ
สิ่งที่แม่ควรปฎิบัติ ให้กำลังใจลูก เช่น หนูทำได้นะคะ” หรือ เก่งมากค่ะ
ในเวลาที่ลูกทำสำเร็จ และใส่ใจในกิจกรรมที่ลูกทำเพื่อให้เขาไม่รู้สึกกังวลและให้รางวัลตอบแทนเป็นบางครั้ง

คุณแม่ช่วงให้นม ห้ามลดน้ำหนักจริงหรือ

No Comments

โภชนาการสำหรับแม่ตอนให้นมลูกนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ
ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเลยนะคะ ของกินที่แม่ทานควรมีความหลากหลายครบทั้ง 5 หมู่
มีความสมดุล แล้วก็มีจำนวนที่พอเพียงเหมาะสมค่ะ แน่นอน คุณแม่ระยะให้นมลูกต้องแน่ใจว่า
แม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ซึ่งต้องการประมาณ 40 ชนิดเลยนะคะ
เพื่อเสริมสุขภาพคุณแม่ให้แข็งแรงพอสำหรับเลี้ยงดูทารกน้อยด้วยนมจากอก
เป้าหมายสำคัญของแม่ก็คือ เพื่อการเติบโตอย่างสมบูรณ์ของลูกน้อยนั่นเอง
นอกจากการได้รับสารอาหารอย่างสมดุล โดยไม่งดเว้นอาหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ยกเว้นหากลูกมีอาการแพ้ของกินแม่จำเป็นต้องใส่ใจกับปริมาณการกินเพื่อได้พลังงานมากเพียงพอด้วยนะคะ
เนื่องด้วยช่วงการให้นมนั้น แม่จะมีความต้องการพลังงานมากขึ้นเพื่อช่วยสร้างน้ำนม
โดยความต้องการพลังงานนั้นเพิ่มขึ้นประมาณ 31% ค่ะ และยังเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณแม่ต้องเริ่มสะสมสารอาหารใหม่อีกครั้ง
เพราะได้ใช้สารอาหารที่สะสมไว้ระหว่างการตั้งครรภ์หมดไปแล้วค่ะ
ช่วงนี้จึงไม่ใช่เวลาที่แม่จะเริ่มควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดเพื่อลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์นะคะ
แม่จำเป็นต้องกินอาหารบำรุงสุขภาพในช่วงตอนนี้อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เพื่อมั่นใจว่าคุณแม่ได้รับพลังงานและสารอาหารจำเป็นอย่างเพียงพอสำหรับการดูแลสุขภาพร่างกายของคุณแม่เองให้แข็งแรง
และกระปรี้กระเปร่า เพื่อพร้อมให้น้ำนมลูกน้อยค่ะ ซึ่งจะทำให้น้ำนมของคุณแม่สามารถผลิตออกมาได้อย่างเพียงพอ
มาดูตัวอย่างแผนการรับประทานอาหารใน 1 วัน ที่ให้พลังงานพอเหมาะดูนะคะ
โดยธรรมดาสิ่งที่ต้องการอาหารเพื่อสร้างพลังงานสำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูกเพิ่มขึ้น 500 กิโลแคลอรี
นั่นคือ ประมาณ 2,250กิโลแคลอรี่ โดยควรจะมีสารอาหารจำเป็นสำหรับคุณแม่ระยะให้นม ดังนี้ค่ะ
ตัวอย่างประเภทอาหารและปริมาณที่ผู้หญิงให้นมบุตรควรจะบริโภคใน 1 วัน
1.ข้าว-แป้ง 10 ทัพพี
2.เนื้อสัตว์ต่างๆ14 ช้อนกินข้าว
3.ผักใบเขียวและผักอื่นๆ6 ทัพพี
4.ผลไม้ต่างๆ6 ส่วน
5.นมพร่องมันเนย 2 แก้ว
6.ไขมัน 6 ช้อนชา
7.น้ำตาล 5 ช้อนชา…

มารู้จักวิธีเลี้ยงทารกแบบให้หยิบกินเองกันเถอะ!

No Comments

หลายท่านอาจจะเคยเห็นวิธีการเลี้ยงทารกของเหล่าแม่ ๆ
ที่เปิดโอกาสให้ลูกของเขาหยิบอาหารเข้าปากเอง ซึ่งเรียกว่า Baby led weaning
หรือ BLW และวิธีนี้เริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้น
ผู้ปกครองหลายท่านให้ความสนใจศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้กับลูก ๆของตน
การให้ทารกหยิบจับอาหารด้วยตนเองนั้นเป็นการให้ทารกรู้จักอาหารที่เป็น
ของแข็งวิธีหนึ่ง แทนที่คุณพ่อคุณแม่จะป้อนอาหารบดด้วยช้อน
ทารกจะได้รับการส่งเสริมให้หยิบจับอาหารนุ่ม ๆ
เคี้ยวง่ายเข้าปากด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่ช่วยเหลือแต่อย่างใด
ซึ่งจุดประสงค์ของการให้ทารกหยิบอาหารกินเองคือให้ลูกสามารถกินโดยปราศจากการควบคุม
ทารกในวัยหกเดือนก็สามารถตัดสินใจเองได้แล้วว่าจะกินอะไร เมื่อไหร่และมากแค่ไหน
สำหรับประโยชน์ของการเลี้ยงทารกด้วยวิธี BLW มีดังนี้ คือเด็กมักจะไม่เลือกกิน
สามารถกินทุกอย่างที่วางตรงหน้าไม่ว่าอาหารนั้นจะมีรูปร่าง-
เนื้อสัมผัสแบบใดก็ตาม มีความอยากกินอาหารด้วยตัวเอง รวมถึงกินผัก-ผลไม้ง่ายขึ้น
การได้หยิบจับของด้วยตนเองของทารกจะส่งเสริมการประสานงานกันระหว่างมือและสายตาในการมองวัตถุต่าง ๆ
ความสามารถในการหยิบจับก็จะพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วกว่าเนื่องจากต้อง
หยิบจับอาหารกินเอง เมื่อเด็กสามารถกินอาหารนุ่ม ๆ ส่วนมากได้แล้ว
ลูกก็จะสามารถร่วมโต๊ะกับสมาชิกในครอบครัวได้
ในช่วงแรก ๆ ของการปล่อยให้ลูกหยิบอาหารกินเองนั้น
คุณพ่อคุณแม่อาจพบว่าอาหารส่วนมากที่ลูกหยิบจับจะไม่เข้าปาก
แต่จะหล่นลงพื้นเลอะเทอะ เรื่องนี้ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ
คนกังวลใจมากว่าลูกของตัวเองจะไม่ได้รับพลังงานและสารอาหารมากเพียง
พอ อันที่จริงแล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องตระหนกไป เมื่อลูกรู้จักปรับตัว
ในขณะที่ความต้องการอาหารเพิ่มมากขึ้น การกินก็จะเพิ่มขึ้นตาม
เนื่องจากลูกเองก็ยังคงดื่มนมอยู่
คุณจึงไม่จำเป็นต้องกลัวเรื่องภาวะทุพโภชนาการ หรือขาดสารอาหารเลย
สำหรับคำถามที่ผู้ปกครองคาใจเกี่ยวกับปัญหาอาหารที่จะไปติดคอหรือสำลักนั้น
ผู้สนับสนุนแนวคิดการปล่อยให้ลูกหยิบอาหารกินเอง
อ้างว่าแทบจะไม่มีทารกประสบอุบัติเหตุที่เกิดจากหยิบอาหารกินเองเลย
เพราะทารกที่สามารถนั่งได้ด้วยตัวเองจะสามารถจัดการกับอาหารขนาดพอดีคำได้ในปาก
และยังแนะนำอีกว่ามันไม่มีอะไรต้องกังวลเลยเรื่องอาหารติดคอ
ตราบเท่าที่คุณพ่อคุณแม่ระมัดระวังเฝ้าดูลูกขณะกิน
ดังนั้นหากคุณต้องการนำแนวทางนี้ไปใช้
ขอให้ศึกษาและปฏิบัติตามพื้นฐานความปลอดภัย อยู่ใกล้ ๆ
ลูกน้อยในช่วงมื้ออาหารของเค้า
เมื่อตัดสินใจจะเลี้ยงทารกด้วยวิธีนี้คุณอาจเริ่มจากนำอาหารมาให้ลูก
แต่คุณห้ามป้อนให้หรือหลีกเลี่ยงการป้อนให้ได้มากที่สุด ในช่วงวันแรก ๆ
ของการปล่อยให้ลูกหยิบอาหารกินเอง
พยายามแนะนำให้ลูกได้รู้จักกับอาหารนานาชนิดที่มีรสสัมผัสต่างกัน เช่น
แครอทบด ผักนึ่ง และกล้วยหั่นชิ้น ในระยะเวลาราวหนึ่งเดือนต่อมา
ลูกจะสามารถเริ่มกินอาหารแบบเดียวกันกับที่คนทั้งครอบครัวกิน
คุณแค่ตรวจสอบหน่อยก็แล้วกันว่าอาหารนั้นไม่เผ็ด หรือว่าหยาบเกินไปเช่น เนื้อ เป็นต้น…